คิดถึงกันบ้างรึเปล่า ?

posted on 15 Dec 2009 22:45 by leonleon in about

 

 

เมื่อวานตอนเข้าไปอ่านกระทู้อัพเดทข่าวคราวของเรื่องการลงทุนในห้องสินทร เวบพันทิป แหล่งสิงสถิตย์ของเหล่านักลงทุนผู้มั่งคั่ง(บ้างก็เลือดคั่ง)ทั้งหลาย
เหลือบไปเห็นกระทู้แนะนำกระทู้นึงชื่อ "เวลาประสบความสำเร็จ นึกถึงแฟนเก่ามั้งมั้ยครับ " ซึ่งเจ้าของกระทู้คือ คุณ อมยิ้มไม่หวาน
เนื้อหาของกระทู้ก็เกี่ยวกับเรื่องของความรักในวันวาน
อดีตเคยรักกัน ในช่วงเวลาที่ฝ่ายนึง(ส่วนมากจะเป็นฝ่ายชาย)ยังไม่มีอะไร หรือกำลังก่อร่างสร้างตัว
แต่แล้วก็มาเลิกกันก่อนที่จะถึงเวลาที่ประสบความสำเร็จ
จนมาถึงวันที่ประสบความสำเร็จในชีวิตแต่กลับไม่มีเธอคนนั้นคอยยืนอยู่ข้างๆเสียแล้ว
เจ้าของกระทู้เค้าก็ได้เข้ามารำพึงรำพันถึงแฟนเก่าว่า "ทุกวันที่ชีวิตดีขึ้น มีอะไรมากขึ้น แต่ทำไมเธอไม่อยู่กับเราตอนนี้(ฟ่ะ)"
จากนั้นเจ้าของกระทู้ก็ได้บอกให้ทุกคน รักษาความรักไว้ให้ดีๆ

เสร็จแล้วก็มีคนที่เข้ามาตอบด้วยเหตุผลและอารมณ์ที่หลากหลายความรู้สึก
แถมแต่ละคำตอบเนี่ย ยังเต็มไปด้วยความรู้สึกด้วยสิ
บ้างก็เห็นด้วย บ้างก็ขัดแย้ง
ตามแต่สิ่งที่แต่ละคนได้เจอะเจอมาในวันวาน

บางคนก็บอกว่า ไม่ได้คิดถึงเฉพาะตอนที่ Success แต่คิดถึงทุกวัน ( น้ำเน่าไปไหน )
บางคนก็บอกว่า ลองให้ลมมันพัดหวนดู
บางคนก็บอกว่า คิดถึงแฟนคนปัจจุบันมากกว่า เพราะอดทนมาด้วยกัน จะทุกข์จะสุขก็อยู่เคียงข้างกันตลอด
บางคนก็บอกว่า ขอบใจที่ทิ้งกันไป ทำให้ได้เจอคนที่จริงใจ ที่คอยอยู่ข้างๆกัน ถ้าเธอไม่จากไป ฉันคงไม่เจอะเจอ ( มาเป็นเพลงเลย )
บางคนก็บอกว่า ในตอนที่ลำบาก เขาไม่ได้อยู่ข้างเรา แล้ววันนี้มีเหตุผลอะไรที่เราต้องคิดถึงเขา
บางคนก็บอกว่า ตอนนี้เธอได้แฟนดีกว่าผมเย๊อะ
บางคนก็บอกว่า คิดถึงทำไมแฟนเก่า ผมกลับคิดถึงพ่อแม่เป็นคนแรก ( เป็นอภิชาติบุตรจริงๆ )
บางคนก็บอกว่า ปล่อยไปเถอะกับคนที่รอไม่ไหว ถ้ารักกันจริงต้องอยู่เคียงข้างกันเสมอ สะใจที่วันนี้พิสูจน์ตัวเองได้ ( มาแนวแค้นเคือง )
บางคนก็บอกว่า ผมไม่เคยมีแฟน ( แต่แค่เข้ามาศึกษา case study ใช่ป่ะ )
บางคนก็บอกว่า "เธอไม่เคยเป็นเป็นแฟนเก่า เพราะฉันไม่เคยมีแฟนใหม่" ( อันนี้ก็มาเป็นเพลง )
บางคนก็บอกว่า ทำกรรมด้วยกันมาแค่นั้น ( เอาธรรมะเข้าแทรก )
บางคนก็บอกว่า กระเป๋าแบนแฟนทิ้ง
บางคนก็บอกว่า ดีนะที่เลิกกันแล้ว ไม่งั้นคงยังจนอยู่แน่ๆ วงเล็บด้วยว่าแม่งใช้ตังค์เก่งฉิบหาย
บางคนก็บอกว่า ถ้ามันไม่ทิ้งผมไป ผมคงไม่รวยแบบนี้แน่ๆ
บางคนก็บอกว่า แฟนเก่า ที่เพิ่งฉายเมื่อกลางปีใช่ไหมครับ ( อันนี้กวนตีนใช่ไหม ? )
บางคนก็บอกว่า อยู่กับปัจจุบัน อยู่กับคนปัจจุบัน ( มาแนวปรัชญา )
บางคนก็บอกว่า Someone take a minute to make you love you like but you take a lifetime to forget her.
บางคนก็บอกว่า อ่านแล้วกระทู้นี้แล้วน้ำตามันไหลออกมาเอง

อ่านกระทู้นี้แล้วน้ำตามันไหลออกมาเอง คงไม่ใช่แค่บางคนผมว่า คงมีสักหลายคนเลยที่อ่านแล้วน้ำตาไหล
ในหมู่ความเห้นคำตอบทั้งหมดทั้งมวลของกระทู้นี้นั้น
มีความเห็นอยู่ 2 ความเห็นที่ผมชอบและจดเก็บไว้ในสมุดบันทึก

"คนรักกัน ไม่น่าจะมีเหตุผลที่จะทิ้งกัน" จากความคิดเห็นของคุณ ZeRynThiA
ถ้ารักมากพอ  ก็จะไม่มีคำว่า "แฟนเก่า" จากความคิดเห็นของคุณ กันดัมจัง

แค่อ่านครั้งแรกก็เหมือนโดนอะไรกระแทกหัวใจแล้ว
คำพูดที่เชือดเฉือนหัวใจแบบนี้ไม่น่าจะปล่อยให้เพ่นพ่านตามเวบบอร์ด แต่สมควรจดเก็บไว้ในสมุดบันทึกอย่างยิ่ง
 
ใครว่า ทุนนิยม ไม่มีหัวใจละผมขอเถียง
อย่างน้อยวันนี้เราก็ได้เห็นหัวใจของนักลงทุนรายย่อยหลายๆดวงเลยทีเดียว
 
 
 
*** หมายเหตุ : ความเห็นแต่ละความเห็นที่นำมาอ้างอิงเขียนถึงนั้น มีการปรับปรุงสำนวนบ้าง อาจจะทำให้คลาดเคลื่อนไปจากข้อความจริง ต้องขออภัยเจ้าของความเห้นทุกความเห้นเอาไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

หากอยากอ่านกระทู้ของจริงเชิญคลิ๊กได้ที่ : http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I8652842/I8652842.html

แขม่วตาให้ความรัก

posted on 13 Dec 2009 22:24 by leonleon in about

 

 

เมื่อคืนวันเสาร์ไปงานแต่งงานมาครับ
งานแต่งงานของพี่สาวซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน
แต่ก็ไม่ได้เจอกันหลายปีมากแล้ว น่าจะเกือบสิบปีได้
งานนี้เป็นงานแต่งงานสไตล์ศาสนาคริสต์
มีบาทหลวง มีการเอ่ยปฏิญาณต่อพระเจ้า
มีการสัญญาต่อกันระหว่างคู่บ่าวสาว
คล้ายๆอย่างที่เราเคยเห็นกันในละครแหละครับ
มีเพลงบรรเลงซึ้งๆ ให้หัวใจและต่อมน้ำตาวูบไหว

ผมเองก็เพิ่งเคยมางานแต่งงานที่เป็นคริสต์เข้มๆแบบนี้เป้นครั้งแรกเช่นกัน
ก่อนหน้านั้นเคยเห็นแต่ในทีวี

ศาสนาคริสต์ เป็นศาสนาแห่งความรัก
เพราะฉะนั้น งานแต่งงาน นี้ย่อมอบอวลไปด้วยความรักมากเป็นพิเศษ
ความรักของเจ้าบ่าวเจ้าสาว
ความรักของพ่อแม่ พี่น้อง ญาติ และเพื่อนๆ
แม้ว่าเราจะไม่สารถมองเห็นมันด้วยตาเปล่า
แต่ผมกลับรู้สึกได้ว่า มันมีตัวตน แถมยังลอยฟุ้งอบอวลทั่วทั้งงานเสียด้วย

บรรยากาศของงานนั้นเรียกได้ว่าซึ้งกินใจ
เรียกน้ำตาจากแขกที่มาร่วมงานได้ถ้วนหน้า
ยิ่งตอนที่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวลงจากเวทีมาทำความเคารพขอบคุณพ่อแม่นั้น
น้ำตาร่วงกันเป็นแถบๆ
ไม่ว่าจะเป้นน้ำตาของพ่อแม่เจ้าบ่าวเจ้าสาว เป็นน้ำตาแห่งความ ยินดี ปีติ ชื่มชม ภูมิใจ
หรืออาจจะเป็นน้ำตาที่ว่าลูกชายเราเป้นฝั่งเป็นฝา มีครอบครัวแล้ว โตแล้ว
หรือลูกสาวเราถึงคราวจะต้องจากอ้อมอกพ่อแม่ไปแล้วหรือ ดูแลกันมาตั้งยี่สิบกว่าปี
คงมีทั้งความยินดี ความห่วงใย ความอาทร ฯลฯ
( ขอใช้เครื่องหมาย ฯลฯ เพราะผมคงอธิบายออกมาเป็นตัวหนังสือไม่ได้หมดแน่ๆ )
ช็อตนี้เปลืองทิชชู่มาก
เพื่อเจ้าสาวก็ได้แต่คอยเสริฟ์ทิชชู่ให้ทั้งเจ้าสาวเจ้าบ่าว พ่อตาแม่ยาย
แขกเหรื่อต่างก็ปาดน้ำตากันเป็นทิวแถว
ไอ้เจ้าพิธีกรนะ ก็ยิ่งได้ใจพูดบิ้วด์ส่งลูกต่อให้มันกินใจกันไปทั่วถึงทั้งสี่ห้อง

ส่วนผมนั้นก็ได้แต่แขม่วตา
กลัวน้ำตามันจะร่วงจะหล่น
เก็บไว้แต่ภาพประทับใจที่ก่อให้เกิดความรู้สึกดีๆ

และงานนี้ก็ทำให้ผมได้รู้อีกอย่างว่า
ความรักดีๆ นั้นต้องถูกบ่มเพาะ ไม่มีวันเกิดจากอะไรที่ฉาบฉวย
ที่สำคัญมันอยู่ที่หัวใจ มากกว่าสิ่งอื่นใด อาจจะมีส่วนประกอบอื่นบ้างแต่ท้ายที่สุดแล้ว
การแต่งงาน มันเกิดจากหัวใจสองดวงที่พร้อมจะรวมเป็นดวงเดียวเสมอ

ตอนแรกเราแอบเห็นในการ์ดเชิญ
แอบคิดใจใจว่า แหม พี่เราออกจะสวย แต่ทำไมเจ้าบ่าวหน้าตาไม่หล่อเล๊ย
แต่พอมาวันงาน ผมพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมพี่แกถึงเลือกผู้ชายคนนี้
เหมือนที่ลิปตาร้องในเพลง กอดตัวเอง เอาไว้ท่อนนึงนั้นเอง
"ขอแค่เพียงเค้าเป็นคนดี"
ความรักและงานแต่งงาน ไม่จะเป็นต้องระบุคุณสมบัติไว้ว่า สวยที่สุด หล่อที่สุด
เพราะถึงวันงานแล้วบรรยากาศมันจะทำให้หล่อ ให้สวย ที่สุดในโลกอยู่แล้ว
หรืออย่างน้อยสำหรับคนที่เราจะสวมแหวนให้ คนนั้นถือว่าลงตัวกับเราที่สุด

แล้วงานเลี้ยงก็ผ่านพ้นไป
และโลกใบนี้ก็คงมีจำนวน ครอบครัวเพิ่มขึ้นมาอีก หนึ่งครอบครัว
ขอให้รักกันไปนานๆ จนกว่าเซเว่นจะปิดทำการ
แล้วก็ขอให้จำคำสัญญาที่ให้ไว้ต่อกันในวันนี้ให้ดีๆด้วยครับ
ผมเป็นพยานให้หนึ่งเสียง

 

ว่าแต่ว่าไปงานแต่งงานแบบนี้
ไม่ชอบเลยที่ต้องถูกแซวถูกถาม
"เป็นคิวต่อไปรึเปล่าเนี่ย"
"มีแฟนรึยังล่ะ"
"เราล่ะ อายุเท่าไหร่แล้ว จะแต่งเมื่อไหร่"

"25"
"ยังไม่มีครับ กำลังหาๆอยู่"
"สัก 30 ค่อยแต่งครับ"
:D


ว่าแล้วก็ออกจากงานขับรถกลับบ้านด้วยอารมณ์เดียว เหมยลี่ ตอนที่กลับจากงานแต่งงานของเป็ด
อืม เหงากำลังสองเลย...

 

 

หายไปนานนี่แอบไปเขียนใน Facebook มาน่ะครับ :D

 


 
 
เคยโดน tele sales โทรมาเสนอขายประกันไหมครับ ?
ช่วงก่อนผมล่ะโดนบ่อยเชียว
 
วันนี้ที่ทำงานก็พูดกันเรื่องโดนโทรมาขายประกันบ่อยเกินไป
โดนโทรมาแทบทุกวัน
แล้วคนพูด นั้นพูดหยังกับปืนกล เรียกได้ว่าแทบไม่เว้นจังหวะหายใจ
ไม่ให้เราพูดแทรกเลยแม้แต่น้อย
แต่บางบริษัทก็จะถามเราก่อนว่าเราสะดวกที่จะคุยไหม
ถ้าไม่สะดวกเค้าก็จะขอติดต่อกลับมาใหม่

ผมเคยไปอมรมหลักสูตร IC หรือ ผู้ติดต่อกับผู้ลงทุนมา ( Single Licence )
การขายประเภทนี้ ถ้าเป็นการเสนอขายหน่วยลงทุนเค้าจะเรียกว่า Cold Calling
ความหมาย คือ การโทรไปขายหน่วยลงทุนให้แก่ลูกค้าที่ไม่เคยรู้จัก ไม่เคยเห้นหน้าค่าตา
รู้แต่ว่าโลกใบนี้มีคนชื่ออีตานี่อยู่ แล้ว พนักงานขายคนนั้นก็มีเบอร์โทรศัพท์
ซึ่งจะได้มาด้วยวิธีใดก็แล้วแต่

Cold Calling นั้นถ้าหากเราไม่สนใจจริงๆ
เราสามารถบอกกับพนักงานคนนั้นออกไปว่า "เราไม่ต้องการรับการติดต่อแบบนี้อีก"
บริษัทนั้นก็จะไม่สามารถโทรมาเสนอขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินใดๆกับเราได้เป็นระยะเวลา 2 ปี
 
เมื่อเดือนหรือสองเดือนก่อน
โทรศัพท์เบอร์ ซึ่งผมบันทึกไว้ในชื่อ Junk No.
โทรเข้าเครื่องผม ปกติผมจะกดปิดเสียงแล้วไม่รับ แต่พักหลังนี้ชักโทรมาบ่อยเหลือเกิน
ผมจึงต้องใช้ประโยคข้างบนที่ว่านั่นแหละครับ
"เออ โทษครับ ผมไม่ต้องการรับการติดต่อแบบนี้อีก"
จากนั้นก็ไม่มี Junk No. โทรเข้าเครื่องผมอีกเลย

แต่ว่าตอนที่ผมพูดประโยคไร้ไมตรีนั้นออกไปนั้น เพื่อนๆที่ทำงานได้ยินกันเกือบทุกคน
และก็หันมามองเป็นตาเดียว
"เห้ย พูดอะไรออกไปน่ะ "
"ไม่สงสารเค้าบ้างเหรอ"
"ระวังกรรมมันตามทันนะ"
 
ผมก็ได้แต่ยิ้ม แหะๆ แล้วก็อธิบาย ความรู้เรื่อง Cold Calling ทุกคนได้ฟัง

แต่วันนี้ ก็มีคนในออฟฟิศได้รับโทรศัพท์เสนอขายประกัน
ก็เลยมีการหยิบยกประเด็นในวันนั้นที่ผมพูดประโยคเชือดเฉือนไมตรีพนักงานขายมาพูดกันอีกครั้ง

"โธ่ ไม่น่าไปพูดแบบนั้นกับเค้านะ"
"โดนเข้าบ้างจะรู้สึกยังไง"
"พูดแรงไปรึเปล่า"

ผมก็เก็บมาคิดหน่อยนึง
เห้ย เราเป็นคนแล้งน้ำใจไปไหม

คำตอบที่ผมให้ตัวเองในวันนี้
ยังคงเป็นเหตุผลเดียวกับที่อยู่ในใจเมื่อครั้งที่พูดออกไป
ผมว่า ถ้าเราไม่คิดจะซื้อประกันจากการเสนอขายทางโทรศัพท์ เราควรปฏิเสธเค้าไปตรงๆ
เค้าจะได้ไม่เสียเวลาคอยโทรมาถาม มาเสนอเรา
ให้เค้าเอาเวลาที่จะฝอยกับเราไปขายให้คนอื่น คงจะดีกว่า
ผมคิดแบบนี้จริงๆนะ
คิดที่ไม่คิดจะซื้อขาย ทำการค้ากัน สู้เอาเวลาไปทำอย่างอื่นไปขายให้คนอื่นไม่ดีกว่าหรือ

เหมือนสมมุติว่า เราไปตามจีบใครสักคน
แล้วเค้าบอกกับเราว่า เค้าไม่มีทางคิดกับเราเกินเพื่อน
เออ อย่างนี้มันก็จบ ดีไม่ดีกลายเป็นเพื่อนกัน
ไอ้คนที่ตามจีบในตอนแรกก็จะได้ไม่ต้องเอาเวลาไปตามตื้อ ให้เสียความรู้สึกทั้งคนที่วิ่งตามและคนที่วิ่งหนี
รู้แบบนี้เอาเวลาไปชอบคนใหม่ มีประโยชน์กับหัวใจกว่าเยอะ
ถ้ามัวแต่กั๊กไปกั๊กมา
เสียเวลาชาวบ้าน แบบนั้นตอนจบ หากอยากจะให้จบสวยเช่นในละครคงค่อนข้างลำบาก

คนไทย ใจดี ขี้เกรงใจ พูดอะไรตรงๆไม่เป็น
แต่เราคงลืมไปว่า เจ็บลึกบางทีแผลก็หายไวกว่าปวดนาน