เคยโดน tele sales โทรมาเสนอขายประกันไหมครับ ?
ช่วงก่อนผมล่ะโดนบ่อยเชียว
 
วันนี้ที่ทำงานก็พูดกันเรื่องโดนโทรมาขายประกันบ่อยเกินไป
โดนโทรมาแทบทุกวัน
แล้วคนพูด นั้นพูดหยังกับปืนกล เรียกได้ว่าแทบไม่เว้นจังหวะหายใจ
ไม่ให้เราพูดแทรกเลยแม้แต่น้อย
แต่บางบริษัทก็จะถามเราก่อนว่าเราสะดวกที่จะคุยไหม
ถ้าไม่สะดวกเค้าก็จะขอติดต่อกลับมาใหม่

ผมเคยไปอมรมหลักสูตร IC หรือ ผู้ติดต่อกับผู้ลงทุนมา ( Single Licence )
การขายประเภทนี้ ถ้าเป็นการเสนอขายหน่วยลงทุนเค้าจะเรียกว่า Cold Calling
ความหมาย คือ การโทรไปขายหน่วยลงทุนให้แก่ลูกค้าที่ไม่เคยรู้จัก ไม่เคยเห้นหน้าค่าตา
รู้แต่ว่าโลกใบนี้มีคนชื่ออีตานี่อยู่ แล้ว พนักงานขายคนนั้นก็มีเบอร์โทรศัพท์
ซึ่งจะได้มาด้วยวิธีใดก็แล้วแต่

Cold Calling นั้นถ้าหากเราไม่สนใจจริงๆ
เราสามารถบอกกับพนักงานคนนั้นออกไปว่า "เราไม่ต้องการรับการติดต่อแบบนี้อีก"
บริษัทนั้นก็จะไม่สามารถโทรมาเสนอขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินใดๆกับเราได้เป็นระยะเวลา 2 ปี
 
เมื่อเดือนหรือสองเดือนก่อน
โทรศัพท์เบอร์ ซึ่งผมบันทึกไว้ในชื่อ Junk No.
โทรเข้าเครื่องผม ปกติผมจะกดปิดเสียงแล้วไม่รับ แต่พักหลังนี้ชักโทรมาบ่อยเหลือเกิน
ผมจึงต้องใช้ประโยคข้างบนที่ว่านั่นแหละครับ
"เออ โทษครับ ผมไม่ต้องการรับการติดต่อแบบนี้อีก"
จากนั้นก็ไม่มี Junk No. โทรเข้าเครื่องผมอีกเลย

แต่ว่าตอนที่ผมพูดประโยคไร้ไมตรีนั้นออกไปนั้น เพื่อนๆที่ทำงานได้ยินกันเกือบทุกคน
และก็หันมามองเป็นตาเดียว
"เห้ย พูดอะไรออกไปน่ะ "
"ไม่สงสารเค้าบ้างเหรอ"
"ระวังกรรมมันตามทันนะ"
 
ผมก็ได้แต่ยิ้ม แหะๆ แล้วก็อธิบาย ความรู้เรื่อง Cold Calling ทุกคนได้ฟัง

แต่วันนี้ ก็มีคนในออฟฟิศได้รับโทรศัพท์เสนอขายประกัน
ก็เลยมีการหยิบยกประเด็นในวันนั้นที่ผมพูดประโยคเชือดเฉือนไมตรีพนักงานขายมาพูดกันอีกครั้ง

"โธ่ ไม่น่าไปพูดแบบนั้นกับเค้านะ"
"โดนเข้าบ้างจะรู้สึกยังไง"
"พูดแรงไปรึเปล่า"

ผมก็เก็บมาคิดหน่อยนึง
เห้ย เราเป็นคนแล้งน้ำใจไปไหม

คำตอบที่ผมให้ตัวเองในวันนี้
ยังคงเป็นเหตุผลเดียวกับที่อยู่ในใจเมื่อครั้งที่พูดออกไป
ผมว่า ถ้าเราไม่คิดจะซื้อประกันจากการเสนอขายทางโทรศัพท์ เราควรปฏิเสธเค้าไปตรงๆ
เค้าจะได้ไม่เสียเวลาคอยโทรมาถาม มาเสนอเรา
ให้เค้าเอาเวลาที่จะฝอยกับเราไปขายให้คนอื่น คงจะดีกว่า
ผมคิดแบบนี้จริงๆนะ
คิดที่ไม่คิดจะซื้อขาย ทำการค้ากัน สู้เอาเวลาไปทำอย่างอื่นไปขายให้คนอื่นไม่ดีกว่าหรือ

เหมือนสมมุติว่า เราไปตามจีบใครสักคน
แล้วเค้าบอกกับเราว่า เค้าไม่มีทางคิดกับเราเกินเพื่อน
เออ อย่างนี้มันก็จบ ดีไม่ดีกลายเป็นเพื่อนกัน
ไอ้คนที่ตามจีบในตอนแรกก็จะได้ไม่ต้องเอาเวลาไปตามตื้อ ให้เสียความรู้สึกทั้งคนที่วิ่งตามและคนที่วิ่งหนี
รู้แบบนี้เอาเวลาไปชอบคนใหม่ มีประโยชน์กับหัวใจกว่าเยอะ
ถ้ามัวแต่กั๊กไปกั๊กมา
เสียเวลาชาวบ้าน แบบนั้นตอนจบ หากอยากจะให้จบสวยเช่นในละครคงค่อนข้างลำบาก

คนไทย ใจดี ขี้เกรงใจ พูดอะไรตรงๆไม่เป็น
แต่เราคงลืมไปว่า เจ็บลึกบางทีแผลก็หายไวกว่าปวดนาน

 

 


บางทีเราก็ลืมอะไรบางอย่างไปเหมือนกัน

เมื่อคืนวันศุกร์ ผมพาน้องไปดูหนังมาครับ
ค่ายเก่า เจ้าเดิม GTH รถไฟฟ้ามาหานะเธอ
ผมว่า GTH จับกระแสความรู้สึกของคนได้เก่ง
ซึ่งผมคิดว่ามีหลายคน ที่ต้องแอบนึกในใจแน่ๆว่า "นี่เอาชีวิตกูมาทำหนังรึเปล่าเนี่ย ?"

รถไฟฟ้ามาหานะเธอ เป็นหนังที่แสดงให้เห็นถึงความเหงาของคนเมือง นั่นก็คือ เหมยลี่
กับอีกคนซึ่งดูเหมือนจะเฉยชินกับความรัก ก็คือ ลุง ( กรี๊ด พี่เคน! ในโรงหนังได้ยินเสียงกรี๊ดแบบนี้จริงๆนะ )
เหมยลี่ มีครอบครัวที่อบอุ่น พ่อ แม่ อาม่า มีก๊กเพื่อนสนิท ( ซึ่งแต่งงานกันไปหมดแล้ว ) ดุจดั่งเช่นคนทั่วไป
มันก็ชีวิตสามัญชน คนชั้นกลางเช่นเราๆเนี่ยแหละครับ
ครอบครัวอบอุ่น เพื่อนเยอะ หรือ ยืนอยู่ท่ามกลางคนมากมาย
แต่ถึงกระนั้นก็เหงาอยู่ดี
บางทีเราอาจจะไม่ทันได้รู้ตัว
ว่าเวลามันผ่านไปวันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า
ผมคิดว่ามีหลายคนที่คงต้องคิดเหมือนผม
"จะอะไรนักหนากับความรัก(ว่ะ) มันจะมามันก็มาเองแหละน่า"
แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน ใช้ชีวิตในมิติอื่นที่เกี่ยวกับความรัก
จนกระทั่ง 'ลืมเหงา'
เวลาเองก็ได้ผ่านล่วงเลยไป
 
บางทีคนเรา 'ลืมเหงา' กันจริงๆนะครับ
เราจะเหงาก็ต่อเมื่อ เห็นคู่รักเค้าเดินจูงมือกัน , ฟังเพลงรัก , ดูหนังรัก
หรือไม่ก็เทศกาลอะไรก็ตามที่ชวนให้เรียกหาความโรแมนติก ลอยกระทงเอย คริสมาสต์เอย ปีใหม่ วาเลนไทน์
ซึ่งทำให้คนที่ข้างกายไร้คนเคียงคู่นั้นรู้สึกเหมือนประดุจดั่งช่วงเวลาสงครามอันยาวนานเลยทีเดียว
แล้วก็เพิ่งจะมารับรู้สึกว่า "เออ อยู่คนเดียวนี่ก็เหงาเหมือนกันเนอะ"

หนังเรื่องนี้ทำให้ผมรู้สึกแบบนั้น
"เออ อยู่คนเดียวนี่ก็เหงาเหมือนกันเนอะ"

แต่ว่าบางที คนเราก็ชินกับความเหงา
กินข้าวคนเดียวทุกวัน
เดินห้างคนเดียวทุกสัปดาห์
ไปเที่ยวไหนไกลๆคนเดียวทุกปี
ก็ทุกช่วงเวลา ฉันอยู่แต่กับตัวเอง มันชินไปแล้วหล่ะ
คนที่เหงาจนไม่เหงา
เขาจะรักใครได้อีกไหม ?

บางทีผมก็คิดว่า รักเป็นเรื่องน่ารำคาญพอสมควร
ต้องนั่น ต้องนี่ บางทีตรงใจเราไม่ตรงใจเค้า
ซึ่งถ้าหากอยู่คนเดียว อะไรๆมันจะสะดวกกว่า
จนทำให้ต้องอดถามตัวเองไม่ได้ว่า
หากจะรักใครแล้ว เปิดใจให้กว้างกว่าที่เป็นอยู่จะได้ไหม ?
อยู่หยั่งว่า เราอาจจะอยู่คนเดียวจนชินไปเสียแล้ว

เพราะบางทีเราก็ลืมไปว่า เราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลกนี้
เพราะบางทีเราก็ลืมไปว่า เราอยู่บนโลกนี้คนเดียวไม่ได้
ปัจจุบันเรา ต่างคนต่างอยู่ มากเกินไปหน่อย
ตั้งแต่เช้ายันค่ำ เราอยู่แต่ในห้องส่วนตัว
ออกไปข้างนอก เราก็อยู่แต่ในโลกส่วนตัวที่ชื่อว่าไอพอด
กลับมาบ้านเราก็กลับมาอยู่ในห้องส่วนตัว
คำว่า 'ส่วนตัว' กับ 'เหงา'
บางทีอาจจะเป็นความหมายของกันและกัน
แต่ปัจจุบันพอกลับมาถึงห้อง
ผมเชื่อว่าเราจะไม่เหงา
เพราะเราจะ 'เหนื่อย' จน 'ลืมเหงา'

หากเราไม่รู้สึกเหงา
ผมว่าเราคงยังไม่ถึงเวลาที่จะรักใคร

หากจะรัก บางทีก็ต้องรอให้ใจเราพร้อม
แก่หน่อยไม่เป็นไร ถ้ารถไฟออกไปแล้ว
พรุ่งนี้รอบใหม่ยังไงก็ต้องมาจอดรับ
หากเรายังยืนรออยู่ที่ชานชาลา...

 

 

อมยิ้มตราชินจัง

posted on 22 Sep 2009 21:39 by leonleon  in about

 

 

โลกนี้คงมีเสียงหัวเราะและรอยยิ้มลดลงไปหลายเสียง
เพราะต่อจากนี้ไปการ์ตูนเรื่อง ชินจังจอมแก่น คงไม่มีตอนต่อไป
ก็คนเขียนเค้าจากโลกนี้ไปแล้ว
พูดตามตรงว่าตอนที่อ่านข่าวนี้นั้นโคตรใจหาย
แม้ว่าการ์ตูนเรื่องนี้จะไม่ใช่การ์ตูนเรื่องที่ ขึ้นแท่น เบอร์หนึ่งในใจผม
แต่ก็เป็นเรื่องหนึ่งติดตามมาโดยตลอด
 
การ์ตูนเรื่องนี้ไม่ได้มีดีแค่โชว์ช้างน้อย
แต่มักจะมีมุขหักมุมให้เราได้ซึ่งได้อมยิ้มในช่องท้ายๆตอนเสมอ
การ์ตูนเรื่องนี้แสดงความจริงเกี่ยวกับนิสัยของ คน ได้อย่างน่ารักน่าชัง
แถมยังส่งเสริมสถาบันครอบครัวอีกด้วย

ไม่แน่ใจว่าจะมี นักเขียนที่สืบทอดเรื่องราวของชินจัง
เหมือนที่มีนักเขียนสืบทอด โดราเอม่อน ของ อ.ฟูจิโอะ F ฟูจิโอะ หรือไม่
หากมีก็คงดี รอยยิ้มจะได้ไม่หดหายลดน้อยลง
แต่ถึงไม่มี ผมเชื่อว่า อมยิ้ม อันนั้น จะยังคงอยู่กับเราเสมอ
แค่หยิบชินจังขึ้นมาอ่าน ผมเชื่อว่าเราต้องเจอ...
 

RIP   Yoshito Usui