สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมแอบหนีไปทะเลมา โดยที่คนใกล้ตัวและไกลตัวของผมนั้นไม่มีใครรู้เลยสักคน
( ยกเว้นกลุ่มที่ไปด้วยกัน )
ทั้งหมดมันเริ่มมาจากการวางแผนเอาไว้ในใจเงียบๆ เหมือนเด็กเก็บกดรอวันหนีออกจากบ้าน
ผมวางแผนไว้ว่า ถ้าออกจากที่นี่เย็นวันศุกร์ก็น่าจะถึงระยองสายๆ หรือถ้าถึงช้าก็น่าจะบ่ายๆ ของวันเสาร์
ผมกะว่าจะหาที่พักแล้วก็โดดลงทะเลสักตูม เพื่อให้เรื่องหนักๆที่เราอาจจะแบกมาโดยไม่ทันรู้ตัวมันหลุดไปลอยในน้ำทะเล
ความทุกข์บางทีเราก็ไม่ได้ตั้งใจจะแบกมันไว้ เพียงแต่ว่าบางทีนั้นเราเองก็ไม่รู้ตัวว่าเรากำลังแบกมันอยู่
บางครั้งเราอาจะจะไม่ทันได้คิดถึงมัน แต่มันก็หลบอยู่ใกล้ๆเราเสมอ เพียงแค่คอยเวลาที่จะโดดเข้าใส่เราเท่านั้น
ตามแผนการณ์คร่าวๆ ร่างๆ ที่ทะเล๊กรุ๊ปของเราวางไว้ก็คือ คืนวันเสาร์หลังจากโดดน้ำกันสักตูมสองตูมเสร็จแล้วนั้น เรากะจะไปตกหมึกกัน แล้ววันอาทิตย์เราก็จะออกเที่ยวเกาะต่างๆแล้วก็ดำน้ำกัน
เย็นวันพฤหัสฯ หลังเลิกงาน ผมแอบย่องไปซื้อตั๋วรถที่สถานีขนส่ง
ผมเหลียวซ้ายแลขวาตลอดทาง เพื่อมองดูรอบๆว่าไม่มีใครเห็นผมในขณะปฏิบัติการลับ
ผมจ่ายเงินให้พนักงานขายตั๋วพร้อมทั้งคว้าตั๋วมาอย่างรวดเร็ว พลางกวาดสายตาเพื่อตรวจสอบวันที่ เวลา และสถานีปลายทาง ซึ่งในตั๋วเขียนไว้ว่าเป็น หมอชิต
จากนั้นผมก็บรรจงพับครึ่งตั๋วใบนั้นแล้วเสียบมันไว้ในกระเป๋าสตางค์ในส่วนที่มิดชิด
เฮ้อ... ผมถอนหายใจออกมา แล้วก็เหลียวมองรอบข้างอย่างรอบคอบอีกครั้ง
แล้วผมก็เดินจากไปพร้อมกับความลับอันดำมืดที่ไม่มีใครรู้... ( ยกเว้นคนที่กำลังอ่านอยู่ )
อันที่จริงมันไม่ควรจะเป็นเรื่องที่ลึกลับดำมืดขนาดนี้ แต่เป็นเพราะว่าผมกะจะโดดงานในวันจันทร์ หากผมกลับมาทำงานไม่ทัน ก็จะแกล้งป่วยค่อกๆแค่กๆ มันเสียเลย ( ไม่ได้ทำบ่อยนะครับ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกนะ ตั้งแต่เข้าทำงานมาผมยังไม่เคยลาป่วยสักที เว้นแต่ลาไปรับปริญญาเท่านั้น )
หลังจากตั๋วใบนั้นเข้ามานอนซุกอยู่ในกระเป๋าตังค์ตุงๆ ( จริงเหรอ ? ) ของผม ไอ่แผนแกล้งป่วยที่ผมคิดขึ้นมามันก็เข้ามารบกวนหัวใจผมอยู่ตลอดเวลา
“ เอ หรือจะไม่ไปแล้วดีหว่า ไม่อยากหยุดงาน ”
“ แต่ว่ายังไงก็ซื้อตั๋วไปแล้ว เดอะ โชว์ มัส โก ออน แหละวะ ”
“ แต่ว่าจะอ้างว่าป่วยเป็นอะไรดีวะเรา ? หรือว่าไม่ไปแล้วดีนะ ? ”
“ มีคนเคยบอกไว้นะว่า ทำแล้วเสียใจ ก็ดีกว่าเสียใจที่ไม่ได้ทำ ”
ฯลฯ
ประโยคแนวนี้ คำพูดแนวนี้ ความคิดประมาณนี้มันตีกันอยู่ในหัวผมตลอดเวลา เหมือนมี ยมทูตตัวเล็กๆสีแดงคอยเป่าหูอยู่ข้างนึง อีกฝั่งก็เป็นเทวทูตสีขาวคอยเตือนสติ
ปกติในท้ายที่สุดนั้น เรามักจะเห็นยมทูตเป็นฝ่ายพ่ายแพ้
แต่ขอโทษ คราวนี้ ยมทูตสีแดงเป็นฝ่ายชนะ...
รู้ตัวอีกที ผมก็มายืนอยู่ที่อาคารผู้โดยสารขาออกที่สถานีขนส่งหมอชิต
ผมมองหาบูทขายตั๋วไประยอง
ระหว่างนั้นเหลือบไปเห็นบูทขายตั๋วไปสุพรรณฯ
เห็นแค่นั้น ผมก็ให้สัญญากับตัวเองในใจว่า ว่างครั้งหน้าผมจะไปสุพรรณฯอีกครั้ง
รู้ตัวอีกทีผมนั่งอยู่ในรถทัวร์หอยทาก ( ขับช้ามาก ) มุ่งหน้าไปสู่ระยอง... ฮิ ( เห้ย ยังไม่ทันถึงเลย !! )
ผมได้นั่งติดกับคนแปลกหน้า แต่ไม่ได้หน้าตาแปลก
เป็นเด็กวัยรุ่นผู้หญิง หน้าตาประมาณเด็กม.ปลายหรือมหา’ลัยปีต้นๆ
ล้อหมุนไปได้ไม่กี่รอบเธอก็หลับ คอพับแล้วยังเอียงมาทางไหล่ผมเสียด้วย
แรกๆก็เกร็ง “ เห้ยๆ รักนวลสงวนตัวหน่อยน้อง เป็นสาวเป็นแส่มาซบไหล่ผู้ชายแบบนี้ได้ยังไง ”
ผมล้อเล่นกับตัวเองในใจ
รถยังคงแล่นไป เธอก็ยังคงมีความสุขกับการหลับคอพับลงมาที่ไหล่ขวาของผม
“ ตามสบายนะน้อง ดีนะที่พี่ยังไม่มีเจ้าของน่ะ ” ผมอมยิ้มแล้วพูดกับตัวเองในใจ ก่อนที่จะเอียงหัวของตัวเองไปพิงกับกระจกหน้าต่าง จากนั้นผมก็หลับไป...
ตื่นมาอีกทีก็ใกล้จะถึงระยองแล้ว น้องผู้หญิงคนข้างๆก็ตื่นเหมือนกัน
ทางก๊วนทะเล๊ของเราก็เลยผูกสัมพันธ์กับน้องเค้าเสียหน่อย
“ อีกนานมั๊ยเนี่ยกว่าจะถึงระยองน่ะ ”
“ ก็อีกยีบห้า สามสิบนาทีแหละพี่ ” เธอตอบอย่างไว้ตัวนิดๆ
พวกเราก็เลยชวนน้องเค้าคุยโน่นนี่ ได้เรื่องว่า
น้องเค้าเข้ากรุงเทพฯเพื่อไปซื้อของมาขายที่ตลาดนัดในระยอง ตอนนี้อายุยี่สิบ ขายของที่ตลาดนัดนี่มาได้ปีกว่าๆแล้ว ไม่ได้ขายแค่ที่เดียวด้วย วิ่งขายหลายที่ตามแต่ตลาดและก็ตามแต่ละวัน
น้องเค้ายังแนะนำด้วยว่า ทำไมพวกพี่ไม่นั่งรถตู้จากอนุสาวรีย์แทนที่จะมานั่งรถทัวร์เต่าๆแบบนี้ รถตู้นะแค่สองชั่วโมงก็ถึงแล้ว แต่รถทัวร์นี่วิ่งตั้งสามชั่วโมง
พอเริ่มคุ้นเคยน้องแกก็จ้อไม่หยุด จนเรามาถึงระยอง รถเทียบชานชาลา ก็ถึงเวลาที่เราต้องแยกจากกันไปเดินตามทางที่เราต้องเดิน
น้องเค้าก็ต้องไปขายของที่ตลาดนัด
ส่วนเราก็ต้องหารถสองแถวเพื่อไปท่าเรือข้ามเกาะที่บ้านเพ
ถ้าการมาทะเลครั้งหน้า ผมได้มาเดินเที่ยวที่ตลาดนัดระยองในวันเสาร์ บางทีผมอาจจะเจอกับน้องเค้าอีกครั้งก็ได้ ใครจะไปรู้
โชคชะตามักเล่นตลกกับเราเสมอ บางทีก็เป็นตลกร้าย บางครั้งก็ตลกดี...
ผมพบปัญหาที่ใหญ่หลวงอย่างนึงของระยอง
คนขับรถสองแถวที่นี่จอดรับคนได้ไม่ดูตาม้าตาเรือมากๆ
ที่นั่งสองแถวยาวมีผู้โดยสารนั่งเต็มเบียดกันจนแทบจะนั่งคนละครึ่งตูด
ที่ท้ายรถมีผู้ชายโหนอยู่อีก 3 – 4 คน( รวมทั้งผม )
ที่เหยียบให้ยืนแทบจะไม่มี แทบจะเหยียบตีนกันอยู่แล้ว ( นับว่าโชคดีที่ลูกนักการเมืองไม่นิยมไปไหนมาไหนด้วยรถสองแถว )
พอมีคนโบก คนขับหน้ามึน แม่งกล้าจอดรับคนเพิ่มซะงั้น !!
พอมีผู้โดยสารขึ้นมาเพิ่ม ก็ต้องมาจัดระเบียบที่นั่ง ที่ยืนกันใหม่ อาจจะนั่งคนละเสี้ยวตูด ผู้ชายที่โหนอยู่ท้ายรถก็ต้องโหนด้วยท่ายิมนาสติกลีลาที่ยากขึ้น ซึ่งเปลืองกำลังแขนซะเหลือเกิน สะพายกระเป๋าใบโตๆหนักๆ ผมยังไม่เมื่อยแขนเท่ากับโหนรถสองแถวเมืองระยองเลย คิดดูสิ !!
ที่ผ่านมาผมคิดว่า รถแดง ของเชียงใหม่นั้นเป็นพาหนะที่ หน้ามึน ที่สุดในประเทศไทย
ผมมาเจอแบบนี้ สูสีครับสูสี รถแดงของเชียงใหม่ น่าจะเจอคู่ปรับที่ ใกล้เคียง กันแล้วแหละครับ
เพียงแค่ หน้ามึน คนละแบบ เท่านั้นเอง...
อ้อ รถสองแถวของพัทยา ก็หน้ามึนใช่ย่อยนะครับ หากคุณเดินอยู่ริมถนน แล้วพี่สองแถวพัทยาเค้าขับรถผ่านมาละก็ พี่แกมักจะบีบแตรกัน ปู๊น ป๊าน ลั่นทุ่ง พร้อมกับจะยืนมือชี้นิ้วมาที่คุณ พร้อมกับพูดประมาณว่า “ ไปไหนๆ ไปป่าวๆ ” ไม่ได้เป็นแค่คันสองคันนะครับ แต่เป็นทุกคันในพัทยา
ไม่รู้ว่าตอนสอบใบอนุญาติขับขี่ เค้าสอบวัดวิชาเรียกลูกค้าเป็นวิชาบังคับหรือเปล่าก็ไม่ทราบ ?
พอเจอสองแถวพัทยา ประโยคที่เราคิดในใจคงคล้ายๆกันทุกคนแหละครับ
“ ถ้ากูจะไปกูจะโบกมึงเอง ไม่ต้องบีบแตรเรียกกูหรอก ”
แหม นอกเรื่องจนหลงย้อนไปถึงพัทยาเลย กลับมาที่ระยองกันต่อครับ
หลังจากที่มาถึงท่าเรือที่บ้านเพ ก็หาซื้อตั๋วเรือข้ามไปยังเกาะเสม็ดกัน
พวกทัวร์ขายตั๋วเรือมักจะพยายามขายตั๋วแบบไป-กลับให้กับเรา
ทางที่ดี ผมแนะนำซื้อตั๋วไปอย่างเดียวก็พอครับ ตอนกลับเราค่อยซื้อตั๋วกลับที่โน่นก็ได้ อยากกลับเรือลำไหนก็ซื้อตั๋วลำนั้นกลับ และหากว่าเราซื้อตั๋วไป-กลับ ไว้แล้ว มาลำไหนก็ต้องกลับลำนั้นครับ
ซึ่งผมว่ามันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะบางทีเราก็ควรจะเปลี่ยนบรรยากาศไปนั่งเรือลำอื่นดูบ้าง
ผม ชอบนั่งเรือข้ามฟากแบบธรรมดามากกว่า สปีดโบ๊ต
เรือธรรมดา ช้า แต่นิ่มนวล ส่วน สปีดโบ๊ต รวดเร็ว แต่ก็รุนแรง ( ท้องเรือกระแทกพื้นน้ำแต่ละที อวัยวะภายในแทบจะไหลมากองรวมกัน )
หากคุณไม่รีบร้อน ผมว่านั่งกินลม ( ทะเล ) ชมคลื่น ไปเรื่อยๆกับเรือธรรมดาจะดีกว่า
แต่การมาพักผ่อนคงไม่มีใครรีบร้อนหรอกมั๊ง ?
เพราะถ้าหากว่าการพักผ่อนหย่อนใจยังต้องร้อนรน ก็คงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะมาพักผ่อน
จุดหมายนั่นคือความสุข
แต่มันคงจะดีกว่า ถ้าเราสามารถเก็บเกี่ยวความสุขในระหว่างทางไปด้วยได้
คนหนึ่งถึงจุดหมายด้วยความรวดเร็ว และมีความสุขกับจุดหมายเพียงอย่างเดียว
แต่อีกคนหนึ่งค่อยๆเดินซึมซับ รับรู้ความสุขไปกับระหว่างทาง แม้จะยาวนานกว่าแต่ก็ยังถึงจุดหมาย
คนไหนจะมีความสุขมากกว่ากัน ?
เรือก็เหมือนกัน
ไปถึงเหมือนกัน แต่ ความรู้สึกระหว่างทางแตกต่างกัน
มีตั๋วให้สองใบ คุณสนใจตั๋วใบไหน ?
ช้า หรือ เร็ว ?...
ป.ล. หากคุณเข้ามาอ่าน เมื่ออ่านจบ กรุณาเดินจากไปด้วยความลับอันดำมืด อย่าได้แพร่งพรายเป็นอันขาด มิเช่นนั้นข้าพเจ้าเกรงว่าตำแหน่งหน้าที่การงานของข้าพเจ้าจะเดือดร้อน และสั่นคลอนเอาได้
ยังไม่จบนะครับ มีต่อเด้อ...

ขนาดพิมพ์ comment ยังพิมพ์เบาๆ
#1 By นางสาวความสุข on 2008-10-10 01:47