รถไฟใกล้หน้าต่าง

posted on 30 Oct 2008 01:25 by leonleon  in travel

 

 

     เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสโดยสารเดินทางด้วยรถไฟอีกครั้ง
สารภาพอย่างอายๆว่านี่เป็นครั้งที่สองในชีวิต
     ครั้งที่สองที่เวลาล่วงเลยหลังครั้งแรกเกือบประมาณห้าปี
     วันนี้ได้มีโอกาสเอาตูดกลมๆมานั่งลงกับเบาะมุมฉากแข็งๆ
ซึ่งก็คือเบาะของรถไฟชั้นสามนั่นแหละครับ
     รถไฟฟรี
     ใช่ครับ ผมนั่งรถไฟฟรี ( เพื่อพลังประชาชน เอ๊ย เพื่อประชาชนเฉยๆ )
 
     การนั่งรถไฟฟรีก็ไม่มีอะไรมาก
     เพียงแค่คุณมายื่นบัตรประชาชนเพื่อขอรับตั๋วที่ช่องจำหน่ายตั๋วที่สถานีรถไฟ
หากว่าที่นั่งไม่เต็มคุณก็จะได้เลขที่นั่งมาด้วย ทางเจ้าหน้าที่เค้าก็จะพิมพ์ใส่ในตั๋วให้คุณเองครับ
แต่ถ้าหากว่าที่นั่งเต็ม คุณก็จะได้ตั๋วยืน แต่ขึ้นไปถึงก็นั่งได้ครับ เพียงแต่หากว่าถ้าเจ้าของที่มา
คุณก็ต้องลุกให้เค้านั่ง แล้วก็เดินไปหาที่นั่งว่างๆที่เจ้าของที่เค้ายังไม่ได้ขึ้นมาบนรถนั่งใหม่
 
     โชคดีที่ผมได้ตั๋วนั่ง
     แต่ก็โชคไม่ค่อยดีเท่าไหร่ที่ผมนั่งหันหลังให้กับเส้นทาง กลายเป็นว่าหากจะดูอะไรข้างหน้า
ก็ต้องคอยชะโงกหน้าออกมาดู แต่ก็ไม่ใช่โชคไม่ดีที่หนักหนาสาหัสอะไร
 
     ฟังเค้ามาเกี่ยวกับรถไฟของต่างประเทศมากก็เยอะ
     รถไฟเยอรมัน ฝรั่งเศษ ญี่ปุ่น จีน เกาหลี ขึ้นชื่อเรื่องความเร็ว เรื่องความตรงต่อเวลา
     หากว่ารถไฟของประเทศอื่นๆในโลกขึ้นชื่อเรื่องความเร็ว
     รถไฟของไทยก็น่าจะขึ้นชื่อกะเค้าบ้าง ผมว่า... รถไฟของไทยน่าจะขึ้นชื่อเรื่องความชิล
ชิลชิบหาย !!   เพราะ ไม่เคยออกตรงเวลา ไม่เคยถึงตรงเวลา
 
     หากคุณจะโดยสารโดยรถไฟ แล้วทะลึ่งดันตื่นสาย ฝนตก รถติด อะไรก็ตามแต่ ทำให้ดันมาช้า
ไม่ต้องกังวลใจไป รถไฟไม่ออกจากชานชาลาง่ายๆครับ อย่างน้อยก็เลทไปได้สักสิบนาที
 
     เอ่อ... แต่ขอเตือนไว้ก่อน อย่าเชื่อผมมาก เพราะผมเคยขึ้นแต่รถไฟชั้นสามน่ะครับ ชั้นหรูผมไม่รู้ !!
 
     สถานีรถไฟมีอะไรให้น่าสังเกตุเยอะแยะ ( จริงๆแล้วสถานีอย่างอื่นก็เหมือนกัน )
ไม่ว่าจะเป็นตอนนั่งรถไฟเข้าเทียบชานชาลา ผมก็นั่งเดาเล่นว่าคนนั้นคนโน้นจะไปที่ไหนกันบ้าง
     เห็นกลุ่มเด็กมหาลัยแบกกระเป๋าถือกีต้าร์ ผมก็เดาว่าไอ่นี่น่าจะนั่งไปต่อรถอีกต่อไปทะเล
     เห็นทหารก็เดาว่ากลับไปรับใช้ชาติต่อละมั๊ง นี่คงเพิ่งลากลับบ้านมา
     เห็นลุงเห็นป้ามาตัวเปล่าไม่มีสัมภาระ ก็เดาได้ว่าน่าจะลงไม่ไกล คงจะที่เดียวกับผมนั่นแหละ
     หลายคำเดาที่ไม่มีคำตอบ ได้แต่คิดเล่นๆ ถ้านั่งโบกี้เดียวกัน ที่นั่งใกล้ๆกันก็คงได้รู้...
 
 
 
     คนรีบเร่งไม่เหมาะกับรถไฟ รถไฟไม่ใช่ยานพาหนะของคนเร่งร้อน
     ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง...
     เสียงจังหวะที่ล้อของรถไฟตกไปยังรอยต่อของรางรถไฟ กึงกัง กึงกัง
     ให้เป็นเสียงออกมาได้ประมาณนี้แหละครับ ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง
 
     จริงๆแล้วมันก็ไม่ถึงขั้นว่า ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง หรอกครับ
     ผมว่ายังไงรถไฟก็ถึง เพราะด้วยความที่มันไม่ได้แล่นปู๊ดปร๊าด ว่องไว สักเท่าไหร่
     อีกทั้งยังวิ่งบนรางอีก ไอ่เรื่องเฉี่ยวชน อะไรนั้น มีโอกาสเกิดได้ยาก
     ดูไปแล้วผมว่ามันน่าหวาดเสียวน้อยกว่าขึ้นรถทัวร์เป็นไหนๆ
 
 
 
     รถไฟออกจากชานชาลา...
 
     โบกี้ที่ผมนั่ง คนแน่นพอสมควร และเมื่อมองลอดประตูทะลุไปโบกี้อื่นก็เห็นอย่างเดียวกัน
 
     หากจับฉากในโบกี้รถไฟมาวาดเป็นการ์ตูน
     ผมคิดว่าคงจะต้องวาดลูกโป่งคำพูดจนเมื่อยมือ
 
     บนรถไฟมีบทสนทนา
     มีการคุยโขมงโฉงเฉง
     ไม่เหมือนในยานพาหนะชนิดอื่น
     ไม่เงียบเหมือนรถไฟฟ้า รถทัวร์ เครื่องบิน
 
     ที่มันไม่เงียบ ผมไม่รู้ว่าทำไม
     แต่ผมเดาเอาว่า โดยปกติ รถไฟไม่ได้เงียบ รถไฟมีเสียงในตัวมันเองอยู่แล้ว
     กึงกัง กึงกัง ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง คือเสียงของรถไฟ
     แล้วยังมีเสียง ลมรถไฟ
     ที่แหวกผ่านหน้าต่างเข้ามากระทบหูเราอยู่ตลอดเส้นทาง ( หากเราไม่ปิดหน้าต่างนะครับ )
 
     ลมรถไฟ ไม่คล้ายกับ ลมทะเล
     ลมทะเล หากเราอยากได้ยิน เราต้องนั่งนิ่งๆ หรือ เดินเอื่อยๆ เราถึงจะได้ยิน
     แต่ ลมรถไฟ จะมาก็ต่อเมื่อรถไฟออกวิ่ง
     แม้จะแตกต่างกัน แต่ผมว่ายังไง ลมทั้งสอง ก็ให้ความสุขใจ ไม่แพ้กัน...
 
     เมื่อมีเสียงรถไฟ และเสียงลมรถไฟ
     การพูดคุยแบบธรรมดา ใช้เสียงไม่เกินแปดสิบเดซิเบล อาจจะทำให้คู่สนทนาได้ยินไม่ชัดสักเท่าไหร่
     ดังนั้นการพูดคุยบนรถไฟก็จึงต้องเพิ่มความดังกว่าปกตินิสส์นึง
     บนรถไฟจึงคุยโขมง...
 
 
 
     รถไฟแล่นของมันไปเรื่อยๆ
     มีบางคนนั่งคุยกัน
     บางคนนั่งเงียบๆ มองไปนอกหน้าต่าง
     บางคนกำลังฟังเพลง
     บางคนก็กำลังหลับ
     บางคนกำลังกินขนม
     บางคนกำลังกินข้าวกล่องบางคนอ่านหนังสือพิมพ์
     บางคนกำลังหัวเราะ
     บางคนกำลังหาว
     บางคนกำลังถ่ายรูป
     บางคนกำลังตั้งท่าให้เพื่อนถ่ายรูป
     และอีกคนนึงกำลังจดบันทึกขยุกขยิกลงสมุดอยู่
 
     คนที่นั่งมองไปนอกหน้าต่าง
     ผมว่า... ใจเค้าไม่ได้อยู่ในรถไฟ
     น่าจะไปอยู่ที่ ปลายทาง
     หรืออาจจะยังอยู่ที่ต้นทางที่จากมา
 
     เวลาเราเดินทาง เรามักจะไม่คิดถึงปัจจุบัน
     บางคนอาจจะนึกถึงอดีต
     นึกถึงเมื่อวานนี้ สัปดาห์ที่แล้ว เดือนที่แล้ว ปีที่แล้ว สิบปีที่แล้ว
     บางคนอาจจะนึกถึงอนาคต
     นึกถึงตอนที่รถไฟไปถึง
     นึกถึงเย็นนี้
     นึกถึงวันพรุ่งนี้
     นึกถึงอนาคตที่อยากจะให้มันเป็นไป
 
     หรือบางคนอาจจะนึกถึงคนสำคัญ
     นึกถึงคนที่กำลังจะไปหา
     นึกถึงคนที่เพิ่งจากมา
     นึกถึงคนที่บ้าน
     นึกถึงคนที่รัก
 
     หากมีกล้องส่องเอาไว้ส่องดูความคิดถึง
     หากใช้มันส่องเข้ามาในโบกี้รถไฟ
     คงเห็นเป็นความคิดถึงลอยฟุ้งอยู่เต็มรถไฟเป็นแน่
 
     แต่ เอ... หรือว่ารถไฟ แล่นไปเพราะความคิดถึงกันนะ ?
 
 
 
     ระยะทางระหว่างต้นสายและปลายทาง ค่อยๆหดสั้นลงเรื่อยๆเมื่อรถไฟวิ่งฉึกฉักๆไปของมัน
 
     ด้วยทิวทัศน์ผ่านบานหน้าต่างของรถไฟ ต่อให้คนใจร้อนที่กำลังรีบเร่งมานั่ง ผมคิดว่าเค้าคง
ทำใจให้ร้อนได้ไม่นานเท่าไหร่ เนื่องจากสองข้างทางที่เต็มไปด้วยร่มไม้และบ้านเรือนนั้น ดูแล้ว
ให้ความรู้สึกสบายตาอย่างบอกไม่ถูก ความสบายตามักจะกำเริบไหลผ่านไปยังหัวใจ ทำให้เกิด
ความสบายใจ พอสบายใจก็ใจหายร้อน
 
     ระยะทางระหว่างต้นสายและปลายทาง ค่อยๆหดสั้นลงเรื่อยๆ
     ระยะห่างสั้นลง ในขณะที่ระหว่างทางเพิ่มขึ้น
     รถไฟพาคนโดยสารผ่านระหว่างทางมาเรื่อยๆ
     บางคนอาจจะเคยผ่านไปผ่านมาหลายครั้งหลายคราว
     บางคนอาจจะเคยผ่านมาแล้วแต่จำไม่ได้
     หรือสำหรับบางคนอาจจะเป็นครั้งแรก
     คนโดยสารแต่ละคน รู้จุดหมายปลายทางที่ตนเองจะไปเป็นอย่างดี
     แต่สำหรับบางคนก็ไม่รู้ว่าระหว่างทางจะมีอะไรอยู่บ้าง ?
 
     ระหว่างทางอาจจะไม่สำคัญเท่ากับจุดหมาย
     แต่มันคงจะน่าเบื่อหากว่า โดเรม่อน และ โนบิตะ เอาแต่ใช้ประตูทุกหนทุกแห่ง
     เปิดไปที่นั่นที่นี่ โดยที่ไม่ยอมใช้คอปเตอร์ไม้ไผ่เลย
 
     ประตูทุกหนทุกแห่งให้ได้เพียงแค่ จุดหมาย และ ความสะดวกสะบาย
     หากแต่คอปเตอร์ไม้ไผ่สามารถให้สิ่งที่ประตูทุกหนทุกแห่งให้ไม่ได้ นั่นก็คือ
     สิ่งที่เรียกว่า ระหว่างทาง
     ระหว่างทาง อาจจะสุข อาจจะทุกข์ หรือบางทีก็อาจจะเจอปัญหา
     แต่อย่าลืมว่า ความทุกข์หรือปัญหาเหล่านั้น หากเราผ่านมันไปได้
     เมื่อเวลาผ่านไป เรามักจะกลับมาพูดถึงมันด้วยความสุขเสมอ
 
     คอปเตอร์ไม้ไผ่ อาจจะไม่สะดวกสะบายเท่ากับประตูทุกหนทุกแห่ง
     รถไฟก็เช่นกัน รถไฟอาจจะไม่สะดวก รวดเร็ว เท่ากับเครื่องบิน
     แต่อย่าลืมว่ารถไฟนั้นมีระหว่างทางที่มากกว่าเมฆและหมอกให้คุณได้ดื่มด่ำอยู่
 


     แล้วคุณล่ะ เลือกอะไร ?
     เลือกที่จะเดินผ่านประตู หรือ ชูคอปเตอร์ไม้ไผ่...

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เลือกชูวิทย์ เอ๊ยย ชูคอปเตอร์ค่ะ
(แต่ในกรุงเทพคงไม่ไหว สำลักควันตายระหว่างทางซะก่อน) sad smile

#1 By ファ-ン on 2008-10-30 01:35

ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ

นั่งอ่านไปก็เพลินไป สนุกมากๆครับผม ช๊อบบชอบบ

#2 By ❤ Fire . Work ; )) on 2008-10-30 01:40

เลือกเดินผ่านประตูเวลาจะไปหาคนที่เรา...รัก
เลือกคอปเตอร์ไม้ไผ่ ถ้าเป็นไปได้จะปั่นจักรยานไปหา อ.ที่ปรึกษาที่ขอนแก่น (เพราะไม่มีงานไปส่ง ) sad smile

#3 By hongsoo on 2008-10-30 02:12

Hot! big smile

อ่านมาสักพัก คิดเหมือนกันเลยว่า รถไฟแล่นไปด้วยความคิดถึง

อ่านต่อไปอีกหน่อย เจอบรรทัดนั้นพอดี

#4 By iDoi* on 2008-10-30 02:47

เอาคอปเตอร์ไม้ไผ่ค่ะ เพราะชอบนั่งรถไกลๆ ดูนู่นดูนี่
.
.
บางทีควยามสุขจากการท่องเที่ยวอาจไม่ใช่ปลายทาง แต่เป็น"การเดินทาง" มากกว่า
.
.
(แต่ว่าประตูก็น่าสนนะ......ไปไหนก็ได้ไม่ต้องทำวีซ่าาาาาาา)confused smile

#5 By ArchmaniaC on 2008-10-30 10:39

ดูก่อน ไกลเกินคอบเตอร์ไม้ไผ่ไม่ไหว

แบ็ตชอบหมด

ถ้าอยากสะดวก เอาประตู ถ้าเที่ยวชมวิว เอาคอบเตอร์

แต่ขอกระเป๋าของโดราเอม่อนเลยได้มะ อิอิ
question

#6 By อามะคุง on 2008-10-30 12:22

แล้วแต่สถานการณ์
ใครๆก็ชอบเร็วๆ
ในวันที่รีบเร่งก็ใช้ประตู

แต่วันไหนอยากชิล
ไม่ได้ซีเรียสเรื่องเวลา
ก็เลือกคอปเตอร์ครับ

ส่วนตัวผมไไม่เคยนั่นรถไฟ
แต่ก็ต้องนั่งรถข้ามทางรถไฟแทบทุกวัน
คงต้องหาโอกาสนั่งรถไฟบ้างแล้ว

big smile Hot!
นั่งรถไฟชั้น 3

เหมือนได้อ่านหนังสือหนาๆ 1 เล่ม

(ถ้าคุณไม่เอาแต่หลับนะ)

#8 By 7 days ago on 2008-10-31 12:23

หรือว่ารถไฟ แล่นไปเพราะความคิดถึงกันนะ ?

ชอบประโยคนี้จัง

#9 By MooToo's Brother on 2008-11-01 19:19

หากจับฉากในโบกี้รถไฟมาวาดเป็นการ์ตูน
ผมคิดว่าคงจะต้องวาดลูกโป่งคำพูดจนเมื่อยมือ


ใช่ๆ
หลายครั้งมากเลยที่นั่งรถไฟ
และบทสนทนาที่เกิดขึ้นกับตัวเอง
เยอะมาก

#10 By (203.146.80.148) on 2008-11-05 14:16

ลืมใส่ชื่อ
โตกิโย เองค๊ะ

#11 By (203.146.80.148) on 2008-11-05 14:17