about

 


บางทีเราก็ลืมอะไรบางอย่างไปเหมือนกัน

เมื่อคืนวันศุกร์ ผมพาน้องไปดูหนังมาครับ
ค่ายเก่า เจ้าเดิม GTH รถไฟฟ้ามาหานะเธอ
ผมว่า GTH จับกระแสความรู้สึกของคนได้เก่ง
ซึ่งผมคิดว่ามีหลายคน ที่ต้องแอบนึกในใจแน่ๆว่า "นี่เอาชีวิตกูมาทำหนังรึเปล่าเนี่ย ?"

รถไฟฟ้ามาหานะเธอ เป็นหนังที่แสดงให้เห็นถึงความเหงาของคนเมือง นั่นก็คือ เหมยลี่
กับอีกคนซึ่งดูเหมือนจะเฉยชินกับความรัก ก็คือ ลุง ( กรี๊ด พี่เคน! ในโรงหนังได้ยินเสียงกรี๊ดแบบนี้จริงๆนะ )
เหมยลี่ มีครอบครัวที่อบอุ่น พ่อ แม่ อาม่า มีก๊กเพื่อนสนิท ( ซึ่งแต่งงานกันไปหมดแล้ว ) ดุจดั่งเช่นคนทั่วไป
มันก็ชีวิตสามัญชน คนชั้นกลางเช่นเราๆเนี่ยแหละครับ
ครอบครัวอบอุ่น เพื่อนเยอะ หรือ ยืนอยู่ท่ามกลางคนมากมาย
แต่ถึงกระนั้นก็เหงาอยู่ดี
บางทีเราอาจจะไม่ทันได้รู้ตัว
ว่าเวลามันผ่านไปวันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า
ผมคิดว่ามีหลายคนที่คงต้องคิดเหมือนผม
"จะอะไรนักหนากับความรัก(ว่ะ) มันจะมามันก็มาเองแหละน่า"
แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน ใช้ชีวิตในมิติอื่นที่เกี่ยวกับความรัก
จนกระทั่ง 'ลืมเหงา'
เวลาเองก็ได้ผ่านล่วงเลยไป
 
บางทีคนเรา 'ลืมเหงา' กันจริงๆนะครับ
เราจะเหงาก็ต่อเมื่อ เห็นคู่รักเค้าเดินจูงมือกัน , ฟังเพลงรัก , ดูหนังรัก
หรือไม่ก็เทศกาลอะไรก็ตามที่ชวนให้เรียกหาความโรแมนติก ลอยกระทงเอย คริสมาสต์เอย ปีใหม่ วาเลนไทน์
ซึ่งทำให้คนที่ข้างกายไร้คนเคียงคู่นั้นรู้สึกเหมือนประดุจดั่งช่วงเวลาสงครามอันยาวนานเลยทีเดียว
แล้วก็เพิ่งจะมารับรู้สึกว่า "เออ อยู่คนเดียวนี่ก็เหงาเหมือนกันเนอะ"

หนังเรื่องนี้ทำให้ผมรู้สึกแบบนั้น
"เออ อยู่คนเดียวนี่ก็เหงาเหมือนกันเนอะ"

แต่ว่าบางที คนเราก็ชินกับความเหงา
กินข้าวคนเดียวทุกวัน
เดินห้างคนเดียวทุกสัปดาห์
ไปเที่ยวไหนไกลๆคนเดียวทุกปี
ก็ทุกช่วงเวลา ฉันอยู่แต่กับตัวเอง มันชินไปแล้วหล่ะ
คนที่เหงาจนไม่เหงา
เขาจะรักใครได้อีกไหม ?

บางทีผมก็คิดว่า รักเป็นเรื่องน่ารำคาญพอสมควร
ต้องนั่น ต้องนี่ บางทีตรงใจเราไม่ตรงใจเค้า
ซึ่งถ้าหากอยู่คนเดียว อะไรๆมันจะสะดวกกว่า
จนทำให้ต้องอดถามตัวเองไม่ได้ว่า
หากจะรักใครแล้ว เปิดใจให้กว้างกว่าที่เป็นอยู่จะได้ไหม ?
อยู่หยั่งว่า เราอาจจะอยู่คนเดียวจนชินไปเสียแล้ว

เพราะบางทีเราก็ลืมไปว่า เราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลกนี้
เพราะบางทีเราก็ลืมไปว่า เราอยู่บนโลกนี้คนเดียวไม่ได้
ปัจจุบันเรา ต่างคนต่างอยู่ มากเกินไปหน่อย
ตั้งแต่เช้ายันค่ำ เราอยู่แต่ในห้องส่วนตัว
ออกไปข้างนอก เราก็อยู่แต่ในโลกส่วนตัวที่ชื่อว่าไอพอด
กลับมาบ้านเราก็กลับมาอยู่ในห้องส่วนตัว
คำว่า 'ส่วนตัว' กับ 'เหงา'
บางทีอาจจะเป็นความหมายของกันและกัน
แต่ปัจจุบันพอกลับมาถึงห้อง
ผมเชื่อว่าเราจะไม่เหงา
เพราะเราจะ 'เหนื่อย' จน 'ลืมเหงา'

หากเราไม่รู้สึกเหงา
ผมว่าเราคงยังไม่ถึงเวลาที่จะรักใคร

หากจะรัก บางทีก็ต้องรอให้ใจเราพร้อม
แก่หน่อยไม่เป็นไร ถ้ารถไฟออกไปแล้ว
พรุ่งนี้รอบใหม่ยังไงก็ต้องมาจอดรับ
หากเรายังยืนรออยู่ที่ชานชาลา...

 

 

อมยิ้มตราชินจัง

posted on 22 Sep 2009 21:39 by leonleon in about

 

 

โลกนี้คงมีเสียงหัวเราะและรอยยิ้มลดลงไปหลายเสียง
เพราะต่อจากนี้ไปการ์ตูนเรื่อง ชินจังจอมแก่น คงไม่มีตอนต่อไป
ก็คนเขียนเค้าจากโลกนี้ไปแล้ว
พูดตามตรงว่าตอนที่อ่านข่าวนี้นั้นโคตรใจหาย
แม้ว่าการ์ตูนเรื่องนี้จะไม่ใช่การ์ตูนเรื่องที่ ขึ้นแท่น เบอร์หนึ่งในใจผม
แต่ก็เป็นเรื่องหนึ่งติดตามมาโดยตลอด
 
การ์ตูนเรื่องนี้ไม่ได้มีดีแค่โชว์ช้างน้อย
แต่มักจะมีมุขหักมุมให้เราได้ซึ่งได้อมยิ้มในช่องท้ายๆตอนเสมอ
การ์ตูนเรื่องนี้แสดงความจริงเกี่ยวกับนิสัยของ คน ได้อย่างน่ารักน่าชัง
แถมยังส่งเสริมสถาบันครอบครัวอีกด้วย

ไม่แน่ใจว่าจะมี นักเขียนที่สืบทอดเรื่องราวของชินจัง
เหมือนที่มีนักเขียนสืบทอด โดราเอม่อน ของ อ.ฟูจิโอะ F ฟูจิโอะ หรือไม่
หากมีก็คงดี รอยยิ้มจะได้ไม่หดหายลดน้อยลง
แต่ถึงไม่มี ผมเชื่อว่า อมยิ้ม อันนั้น จะยังคงอยู่กับเราเสมอ
แค่หยิบชินจังขึ้นมาอ่าน ผมเชื่อว่าเราต้องเจอ...
 

RIP   Yoshito Usui

 

 

สุขสิบกว่าปี

posted on 22 Sep 2009 21:22 by leonleon in about

 

 

เมื่อคืนผมเล่นเนตนั่งอ่านกระทู้พันทิปไปเจอกระทู้นึงเข้า ตั้งชื่อหัวข้อว่า
" พี่ๆน้าๆอาๆครับ ตอนที่ซุปเปอร์ไซย่าปรากฏตัวครั้งแรกนั้นรู้สึกอย่างไรกันบ้าง "
ไอ่เราเองก็รีบคลิ๊กเข้าไปอ่าน พออ่านแล้วก็ต้องนั่งอมยิ้มอยู่คนเดียว
นึกถึงความทรงจำสมัย ป.3 ป.4
บางคนก็บอกว่า ช่วงที่กำลังลุ้นให้ซุปเปอร์ไซย่ามือใหม่อย่างโงกุนหรือโกคู
ปราบวายร้ายสุดแสบอย่างฟรีสเซอร์นั้น แม้แม่จะห้ามซื้อการ์ตูนก็ยังไปแอบแม่ไปซื้อมาอ่านให้ได้
โดยสมัยก่อนนั้นมันจะมีการ์ตูนรวมเล่มที่ออกรายสัปดาห์ เช่น Boom หรือ C-Kids ในปัจจุบัน
ชื่อ Talent อีกเล่มนึงก็ Nova ออกอาทิตย์ละตอน
ใครถือไปโรงเรียนนี่เรียกได้ว่าจะถูกเพื่อนหัวเกรียนๆมุงดูแล้วก็พูดคุยวิเคราะห์วิจารณ์กันอย่างสนุกปาก
ทั้งเล่มราคา 15 หรือ 20 บาทเนี่ยแหละครับ (ผมจำไม่ได้แล้วความทรงจำมันเลือนลางเหลือเกิน)
ยิ่งช่วงที่บีบคั้นหัวใจ ฟรีสเซอร์ยิงพลังเข้าแกนดาวนาเม็ก ทำให้ดาวนาเม็กจะระเบิดภายใน 5 นาที
เป็นสถานการณ์ที่บีบใจวัยรุ่นมาก
ท้ายสุดฟรีสเซอร์ก็แพ้ พระเอกโงกุนของเราก็อุตส่าห์ใจดีแบ่งพลังให้
แต่ก็ยังโดนตลบหลังลอบโจมตี
แหม่ มันช่างเลวจริงๆ
ดาวนาเม็กก็ใกล้จะระเบิดแล้ว
โงกุนเหาะไปที่ยานของฟรีสเซอร์ปรากฏว่ายานพัง
ตูม!!!!! ดาวนาเม็กดับสลายหายไปพร้อมกับซุปเปอร์ไซย่าซุนโกคู
.....

ช็อกซีนีม่าาาา !
โธ่อภิถัง ซุปเปอร์ไซย่าที่เก่งที่สุดในจักรวาล ม่องเท่งไปเสียแล้ว

อีกไม่กี่สัปดาห์ต่อจากนั้น
ฟรีสเซอร์ในร่างไซบอร์คก็กลับมาแก้แค้นชาวโลกพร้อมกับราชาคิงโคลล์ผู้เป็นพ่อ
แต่ทั้งสองก็จบชีวิตภายใต้คมดาบและพลังของเด็กหนุ่มปริศนา นามว่าทรังค์
แถมยังเป็นซุปเปอร์ไซย่าด้วยสิ

อ้อ โงกุน ยังไม่ตาย แต่หนีรอดจากดาวนาเม็กได้ด้วยยานของหน่วยรบกีนิว
กดปุ่มมั่วๆดันไปโผล่ที่ดาวยาโดแรท ทำให้ได้วิชาเคลื่อนย้ายในพริบตามา พร้อมกับวิชาฟิวชั่น

แหม นี่ขนาดว่านั่งนึกเอานะเนี่ย
ความทรงจำยังพรั่งพรูขนาดนี้เลยแฮะ

ว่าแต่ว่ามีใครสนใจจะมาเล่นตบการ์ด เป่าการ์ดโอเดงย่า
ปิงป่องชาร์จ - ชาร์จพลัง ปล่อยพลังคลื่นเต่า การ์ดป้องกัน เคลื่อนย้ายในพริบตา หมัดตะวัน ก็น่าจะสนุกไม่หยอก
สมัยนั้นเราช่างมีความสุขกันง่ายเหลือเกิน
แต่ก็ไม่นึกเลยว่าความสุขในวันนั้น
จะส่งมาถึงวันนี้ได้เหมือนกันแฮะ


พออ่านกระทู้นี้จบผมก็พบว่า ผมไม่ได้อมยิ้มอยู่คนเดียว