day

อยากจะขอ...

posted on 12 Aug 2008 20:40 by leonleon  in day

 

 

 

 

อากาศดี ๆ ที่มีในเวลาเช้า
ไม่ว่าจาร้อนหรือหนาวเหน็บสักแค่ไหน
ถึงฝนจะตก ไม่สดใสแต่ก็สวยงาม
ไม่ต่างอะไร เวลาที่เจอเธอนั้น
มันคือความฝันของฉันทุกโมงยาม
ที่จะได้พบเธอพูดคุย
และสอบถามถึงความรัก.....ของหัวใจ

อยากจะขอ   อยากจะขอ...
อยากจะขอให้เธอเข้ามาใกล้ ๆ
จะบอกว่ารักเธอ รักเธอ
รักเธอแค่ไหน หมดหัวใจ ที่ฉันมี

อยากจะขอ อยากจะขอ...
อยากจะขอให้เวลาเช้าอย่างนี้
ยาวนานนับปี
และฉันจะคอยบอกกับเธอ
ด้วยคำ.....นี้ว่ารักเธอคนดี
จะอีกกี่ปีถ้อยคำคำนี้...ไม่มีเปลี่ยน...

 


 
อยากจะขอ
เพลงนี้เริ่มต้นขึ้นมาด้วยคำว่าอากาศดีๆ
 
สภาพอากาศ ผมว่ามันมีผลต่อจิตใจ
มีผลต่อความรู้สึกของคนเรา
ถ้าวันใดอากาศดีๆ แดดอ่อนๆ คนที่กำลังเศร้าก็อาจจะทุเลาลงได้บ้าง
แต่ถ้าวันไหนฟ้าครึ้ม ฝนตกลงมาปรอยๆ จากจิตใจที่แจ่มใสก็อาจจะกลายเป็นหม่นหมองได้
 
แต่ว่านอกเหนือจากสภาพอากาศแล้ว
สิ่งที่มีอิทธิพลต่อจิตใจของคนมากกว่าดินฟ้าอากาศ
ก็คือความรู้สึกของคนเราเองนั้นแหละ
หากเรารู้สึกอุ่นใจ ต่อให้ฝนตก ฟ้าร้องลมพายุพัดแรง
ไม่ว่าจะเวลาไหน สภาพอากาศยังไง
มันก็เป็นเวลาที่แจ่มใสอยู่ดี
อาจจะหัวเราะคิกคักออกมาด้วยซ้ำ
เหมือนที่พี่นภเค้าร้องบอกเอาไว้
“ไม่ว่าจาร้อนหรือหนาวเหน็บสักแค่ไหน
ถึงฝนจะตก ไม่สดใสแต่ก็สวยงาม ”
 
ตรงกันข้ามหากเรารู้อยู่ในความรู้สึกที่ไม่มั่นคง สับสน ปนหวาดหวั่นละก็
ต่อให้อยู่ริมหาดทรายสวยๆ อากาศแจ่มใส
ยังไง มันก็คงเป็นช่วงเวลาที่รู้สึกแย่วันยังค่ำ
 
 
 
พระอาทิตย์ส่องแสงให้ความอบอุ่น
ลมพัดเมฆปลิวเข้ามาบดบังแสงอาทิตย์
เมฆสีขาว ลอยต่ำ ครึ้มดำ กลายเป็นเมฆฝน
ฝนหล่นเทลงมา ความอบอุ่นหายไป
อากาศเย็นลง ความอบอุ่นโดนอากาศหนาวเข้ามาแทนที่
เพราะฝนได้ตกลงมา เมฆฝนก็เริ่มละลายหายไป
แสงแดดเริ่มแยงลอดช่องว่างระหว่างปุยเมฆลงมา
เมื่อแสงแดดส่องลงมา จึงมีความอบอุ่น
แต่ก็เพียงไม่นาน ลมก็พัดเมฆเข้ามาบังแสงอาทิตย์อีกครั้ง
เมฆสีขาวก็ครึ้มดำกลายเป็นเมฆฝนอีกครั้ง
ฝนตกลงมาอีกครั้ง
และความอบอุ่นหายก็ไปอีกครั้ง...

เหมือนละครที่มีฉากอยู่ 3 ฉาก
ฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูหนาว วนเวียนกันไป
ฤดูกาลหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปเสมอ
ความสุขของคนเราก็เช่นกัน...
 
ช่วงเวลาที่เดินกลางฝนแล้วมีความสุข มันจะอยู่กับเราไปอีกนานเท่าไหร่กันนะ ?
 
 
 
- - - - - - - - - - - - - - - - - -
 
หากชีวิตคือทำนอง เธอก็เป็นดังคำร้อง
มะเดี่ยว ผู้กำกับรักแห่งสยามเค้าบอกไว้ในเพลง กันและกัน เอาไว้อย่างนั้น
เพลงปกติ ถ้ามีแค่ทำนอง มันก็ยังไม่ใช่เพลงที่สมบูรณ์
แต่เพลงที่มีแต่ทำนองมันก็ใช่ว่าจะแย่
ดูอย่างเพลงบรรเลง เพลงคลาสสิคต่างๆ
ฟังได้เรื่อยๆ เปิดคลอไว้ ก็ไม่ทำให้หนวกหู
แต่ถ้าหากว่าเราทำได้เพียงแค่ฮัมเพลง
ชีวิตเราคงจะขาดความรื่นรมณ์ไปโข
บางทีเราก็อยากจะแหกปากแหกคอร้องเพลงให้สะใจบ้าง
เพราะชีวิตคือทำนอง
แต่เธอนั้นคือคำร้อง
ความรักน่าจะทำให้เราร้องเพลงออกมาทั้งๆที่อาจจะไม่เคยร้องเพลงมาก่อนก็ได้
 
ผมไม่รู้ว่าความรักหน้าตาเป็นยังไง
และผมก็ไม่เคยเห็นว่าแรงบันดาลใจหน้าตาเป็นยังไงเช่นกัน
แต่ที่ผ่านมาผมว่ามันมาจากความรู้สึกที่คล้ายๆกัน
ว่าก็ว่า ว่ามันคล้ายกันจนแทบจะแยกไม่ออก ว่างั้นแหละ
 
แต่จริงๆแล้ว แรงบันดาลใจน่าจะเกิดจากความรัก
ความรักมีวันหมด
เพราะงั้นไม่ต้องถามถึงว่าแรงบันดาลใจมีวันห่อเหี่ยวไหม...
 
 
 
- - - - - - - - - - - - - - - - - - -
 
blog ผมอร่อยขึ้น ( เพราะดองไว้นานมาก อาจะถึงขั้นบูดเน่าไปแล้วก็ได้ )
ช่วงเวลาที่หายไป ไม่ได้มีเหตุผลว่าเรียนหนัก งานยุ่ง หรือไปฮันนีมูนที่สวิสต์ เช่นชาวบ้านเค้าหรอกครับ
งานก็มีหนักบ้างนิดหน่อย
ป่วยเสียสามวัน ( เพราะอาหารเป็นพิษเลยต้องนอนแห้งอยู่กะเตียง )
ความรู้สึกและสมองถูกคลื่นรบกวนซะส่วนมาก
ก็เลยไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรดีเหมือนกัน
ได้แต่เข้าไปอ่าน blog ของชาวบ้านเผื่อว่าจะมีแรงฮึดอยากเขียนขึ้นมามั่ง
แต่ก็ไม่เป็นผล ก็เลยดองไว้ๆ
นี่ก็ยังอาการไม่ดีขึ้นหรอกครับ
สมองมีคลื่นแทรกคลื่นแซ่บเข้ารบกวนอยู่
แต่ก็อารมณ์อยากอัพอ่ะนะ
เห็นบ้านตัวเองถูกทิ้งร้างไว้นานๆก็ชักไม่ชอบใจ
ก็เลยมาปัดกวาดเช็ดถูกันเสียหน่อย
ยังไงก็ไว้เจอกันเมื่อวันที่ใจแข็งแรงนะครับ
ขอตัวไปหาไม้ขีด ไม้เกี๊ยะมาจุดไฟให้ลุกท่วมตัวเองก่อน
เพราะตอนนี้เปียกจนหนาว
หนาวจนซี้ด จนเหี่ยวเลยครับ
 
แรงบันดาลใจมันห่อเหี่ยวลงได้จริงๆนะ...

จังหวะจักรยาน

posted on 30 Jul 2008 18:24 by leonleon  in day

 

 

ช่วงนี้เอาจักรยานมาปั่นเล่น
เป็นจักรยานที่เคยใช้ตั้งแต่ตอน ป.4 – ป.5 โน่น
สภาพยังดีอยู่เลย
เพียงแต่ว่ามีสนิมนิดหน่อย
ไม่เป็นไร ไม่ได้ปั่นไปอวดใครอยู่แล้ว
 
รู้สึก...
ความรู้สึกที่กลับมาปั่นตอนแรก
รู้สึกว่า ทำไมจักรยานมันคันเล็กจัง
เมื่อก่อนจำได้ลางๆว่าขาเรายังเหยียบพื้นยังไม่ค่อยจึงถึง ต้องเขย่งๆเอาเวลาจะจอด
เพราะเราโตขึ้น
ส่วนจักรยานมันยังคงอยู่อย่างนั้น
คงเหมือนเช่นอดีต
เวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไป
อดีตมันก็ยังคงอยู่ที่เดิมของมัน...
 
รับรู้...
ตอนที่ปั่นจักรยาน
ผมมองเห็นคนที่ปั่นจักรยานสวนไปสวนมา
มากกว่าตอนที่ผมโดยสารยานพาหนะชนิดอื่น
ไม่ว่าจะเป็นมอเตอร์ไซด์ รถยนต์ รถเมล์ หรือ แม้กระทั่งตอนเดิน
ตอนขี่มอเตอร์ไซด์ ก็พอเห็นคนปั่นจักรยานบ้าง
ตอนเดินบนทางเท้าก็เห็นคนปั่นจักรยานบ้าง
ตอนขับรถยนต์ก็ต้องคอยระวังจักรยานบ้าง
แต่จำนวนครั้งในการเห็น ก็ไม่เท่าตอนที่ปั่นจักรยาน...
 
ไม่รู้ว่าความเร็วในการเคลื่อนของเรา มีผลต่อการมองเห็นของเรามากน้อยเพียงใดรึป่าว ?
หรือหากเราที่เคลื่อนที่ด้วยความใกล้เคียงกัน
เราอาจจะมองเห็นกันได้ง่ายขึ้น
คนเดินถนน ก็พูดทักทายกับคนที่เดินสวนกันไปมา
มอเตอร์ไซด์ ก็ยกมือขึ้นทักทายเวลาขี่รถสวนกัน
รถสิบล้อ ก็มักจะบีบแตรใส่กันเวลาสวนทางกันบนทางหลวง
ผมว่ามันคงเป็นเหตุผลที่คล้ายๆกันว่า...
ทำไมผมจึงมองเห็นคนปั่นจักรยานมากขึ้นเวลาผมปั่นจักรยาน
 
เราจะมองเห็นในสิ่งที่มีจังหวะความเร็วพอๆกับเรา
ยิ่งเราเคลื่อนที่เร็วเท่าไหร่
สิ่งที่เราเห็นก็ยิ่งจะมีน้อยลง
เพราะหลายสิ่งในโลกก็ไม่ได้ดำเนินไปด้วยความรีบเร่ง
หากเราเร็ว รีบเร่ง !! จนไม่ทันได้รับรู้ และ ซึมซับ
เราคงพลาดอะไรหลายๆอย่างไปโดยที่เราไม่ทันได้รู้ตัว...
 
หากชีวิตคุณเร่งรีบมาทั้งวันแล้ว
ลองหาช่วงเวลาตอนเย็นๆ แดดร่มลมตกมาปั่นจักรยานด้วยกันไหมครับ ?
 
ป.ล.   ปั่นจักรยานไม่ทำให้โลกร้อนขึ้นด้วยนะ ฮี่ฮี่
ป.ล. ( ฉอง )   ปั่นแล้วเหนื่อยอย่างแรง ทำไมตอนเด็กๆปั่นทั้งวันไม่เห็นเหนื่อยเลย
 
... หรือว่าเราจะแก่แล้ว T T


วันที่ 7 เดือน 7

posted on 10 Jul 2008 21:19 by leonleon  in day

 

 

เมื่อ 3 – 4 วันที่ผ่านมาได้มีโอกาสพูดคุย
ถึงเรื่องวันที่ 7 เดือน 7 ตามปฏิทินของญี่ปุ่น
วันที่ 7 เดือน 7 ของทางญี่ปุ่นนั้นเป็นวันเทศกาลทานาบาตะ
( เค้าว่ากัน่าท้องฟ้ายามค่ำคืนของเดือน 7 นั้น เหมาะแก่การดูดาวที่สุด
มันจะจริงรึป่าวก็อยากจะพิสูจน์อยู่หรอก แต่การดูดาวคนเดียว
มันคงเหงาไม่ต่างจากการเข้าไปนั่งดูหนังคนเดียวเท่าไหร่ )

  
วันที่ 7 เดือน 7 เป็นวันเดียวในรอบหนึ่งปีที่...
ชายเลี้ยงวัวจะมีโอกาสได้ข้ามฟากฟ้าที่กว้างใหญ่มาพบกับหญิงทอผ้าผู้สูงศักดิ์
ตามตำนานชายเลี้ยงวัวกับหญิงทอผ้า
ซึ่งโด่งดังและเป็นที่รู้จักกันดีในแถบคาบสมุทรเกาหลี จีน และ ญี่ปุ่น
เนื่องด้วยความแตกต่างทางฐานะระหว่างมนุษย์ธรรมดาอย่างชายเลี้ยงวัว
กับธิดาของเทพเจ้าแห่งสวรรค์ ความรักที่เกิดขึ้นจึงคล้ายกับว่าจะเป็นไปไม่ได้
เทพเจ้าแห่งสวรรค์แยกทั้งสองให้ห่างกันคนละฟากฝั่งของท้องฟ้า
โดยสร้างให้มีแม่น้ำสีน้ำเงินที่กว้างใหญ่และเชี่ยวกรากขวางกั้นระหว่างชายเลี้ยงวัว
และหญิงทอผ้า ธิดาสุดที่รักของตน
แม่น้ำใหญ่สายนั้นบางทีอาจจะกั้นขวางได้เพียงแค่ระยะทาง
เว้นเพียงความรู้สึกเท่านั้นที่มันไม่สามารถขวางกั้นได้
ที่ใดมีรัก ที่นั้นก็ย่อมมีหวัง
หนังเรื่อง รักแห่งสยาม เค้าบอกไว้แบบนั้น
หากมีความหวังปาฏิหาริย์อาจจะเกิดขึ้นได้เสมอ...
นกสีขาวจำนวนมากมายบินมาในทันใด
นกสีขาวยอมเป็นสะพานให้ทั้งสองได้เดินข้ามมาพบกัน
แค่เพียงวันเดียว
ปีละครั้ง...
วันที่ 7 เดือน 7 ของทุกๆปี
ทั้งสองจะได้มาพบกัน


เช่นเดียวกับเหตุการณ์ทางดาราศาสตร์
ที่ทุกวันที่ 7 เดือน 7 ของทุกๆปี
ดาว Vega ของทางฝั่งหญิงทอผ้า ( เป็นดาวที่สวยสดใสที่สุดในกลุ่มดาวพิณ )
จะโคจรมาพบกับ ดาว Altair ของชายเลี้ยงวัว
(ซึ่งก็เป็นดาวที่สดใสที่สุดในกลุ่มดาวนกอินทรี)
ดาวทั้งสองดวงจะโคจรข้ามทางช้างเผือกมาพบกัน...

 


เป็นเรื่องของความรักที่เหงาเป็นบ้า
สามร้อยหกสิบสี่วัน... ที่คนที่รักกันจะไม่ได้เห็นหน้ากัน
ระยะทางอาจจะทำให้ความคิดถึงได้ทำหน้าที่บ้าง
แต่ถ้าหากมันต้องทำหน้าที่ทุกๆวันมันก็คงเหนื่อย
ความเหงาก็คงเข้ามาแทนที่...


หากชายเลี้ยงวัวอยู่ในยุคสมัยนี้บางทีอาจจะนั่งคลอเพลง
ห่างไกลเหลือเกิน ของ พี่นภ พรชำนิ อยู่ก็เป็นได้

 

  
อ้อ เทศกาลทานาบาตะ ของทางญี่ปุ่นนั้น
มักจะมีการประดับโคมกระดาษไว้ที่บ้านกันทุกแห่งทุกหน
อีกทั้งยังมีการเขียนคำอธิษฐานลงบนกระดาษ 5 สี
แล้วนำไปแขวนไว้ที่กิ่งไผ่เสียด้วยสิ...
 
เป็นคุณ คุณจะเขียนอธิษฐานว่าอะไร ?


( ห้ามตอบว่าขอให้โลกสงบสุขนะ )

 

  
ส่วนผม แอบบอกให้ก็ได้ว่าถ้าเป็นผม ผมคงอธิษฐานไปว่า
“ ขอให้ปีหน้า มีเธอคนนั้นมาอยู่ดูดาวด้วยกัน ”