football

 

 

ฝนตก ว่าจะปั่นจักรยานออกไปกินบะหมี่ก็ยังไปไม่ได้
เลยมานั่งเท้าคางรอฝนหยุด
เนตก็ไม่ค่อยดี
เปิดเวบทีโหลดเป็นชาติ
ก็เลยนั่งเปิดไฟล์ไดอารี่แล้วก็นั่งขยับนิ้วพิมพ์เขียนดีกว่า
เดือนนี้เป็นเดือนที่เขียนได้อารี่น้อยมากๆ
แต่ก็ยังไม่หมดเดือนนี่นะ
คงยังมีอะไรให้เขียนอีกเยอะ ถ้าไอ่เอ๋มันไม่ขี้เกียจอ่ะนะ
 
ว่าจะเขียนๆ แต่ไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรนี่ก็เป็นบ่อย
แต่พอไม่รู้จะเขียนอะไร
ก็เอาเรื่องบอล เรื่องเพลง เรื่องความรักมาเขียนทุกที
เข้าข่ายเป็นเรื่องหากินประจำตัวไปซะแล้ว ฮ่าฮ่า
นี่ก็อารมณ์อยากเขียนแต่ไม่รู้จะเขียนอะไร
ก็ขอหยิบเรื่องฟุตบอลมาเขียนก็แล้วกัน
ตั้งหมดหมู่ ฟุตบอล ขึ้นมายังไม่มีซักกะเรื่องเลย
อุตส่าให้คำโปรยเท่ๆ ( ในความคิดของตัวเอง ) ไว้ว่า
“ ฟุตบอล ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต แต่ก็เป็นสิ่งที่ชีวิตจะขาดมันไปไม่ได้ ”
ฟังดูเหมือนเว่อร์ไปรึป่าว ?
 
สำหรับผมไม่เว่อร์นะ ผมว่า
ขนาดว่าแฟนไม่ชอบให้ไปเตะบอลตอนเย็น
แบบว่ายื่นคำให้เลือกว่าจะเลือกอะไรระหว่าง เตะบอล กับ ชั้นเนี่ย ?
ไอ่เราก็เลือกได้ซะที่ไหนกันละ !!
ก็เลยแถไปว่า
โหยตัวเอง... พอเค้าอายุสามสิบเค้าก็ไม่มีแรงเตะบอลแล้ว
ถึงเวลานั้นนะ จะอยู่กับตัวเองตลอดเวลาเลย ฮ่าฮ่า
แถด้วย น้ำเน่าไปด้วย
ก็มันเลือกไม่ได้นี่หว่า
จะเลิกอย่างใดอย่างหนึ่งก็ไม่ได้
จะให้ทำยังไงล่ะเนอะ
 
โอ้ยๆ ปวดหัวกะตัวเอง นอกเรื่องไปถึงโน่น
วันนี้กะว่าจะมาจัดอันดับ 7 สิ่งมหัศจรรย์บนสนามหญ้า
 
ทั่วทั้งโลก ผมอยากลองมองจากมุมสูงลงมาดูพื้นที่ที่พึงจะเล่นฟุตบอลได้ทั้วทั้งโลก
จะดูซิว่ามันจะมีลูกกลมๆสีขาวดำวิ่ง กลิ้งไปมาซักกี่ลูกในช่วงเวลาเดียวกัน
เดาตามความคิดตัวเองว่า ไม่น่าจะต่ำกว่าหนึ่งล้านลูก
 
คนรวยก็เล่นบอล
คนจนก็เล่นบอล
คนแก่ก็เล่นบอล
เด็กก็เล่นบอล
คนหนุ่มก็เล่นบอล
คนป่วยก็เล่นบอล
คนแข็งแรงก็เล่นบอล
นักฟุตบอลอาชีพ แน่นอนว่าต้องเล่นบอล
แต่อาชีพอื่นก็เล่นบอลเช่นกัน
ฝรั่งก็เล่นบอล
คนไทยเล่นบอล
อาตี๋ก็เล่นบอล
เด็กดอยก็เล่นบอล
บราซิลเล่นบอล
อาร์เจนติน่าก็เล่นบอล
ติมอร์ก็เล่นบอล
ตรินิแดด แอนด์ โตเบโก้ ก็เล่นบอล
บอลหลายลูกกลิ้งไปมาบนสนามเล็กๆที่ถูกซอยย่อยจากสนามกว้างใหญ่ที่ชื่อว่าโลก...
 
เรื่องราวบนสนามหากจะเอามาทำเป็นหนังคงได้ครบทุกรสชาติ
ดราม่า
ฆาตกรรม
หนังมาเฟีย
หนังตลก
โรแมนติก
แม้กระทั่งหนังวิทยาศาตร์
หรือบางเหตุการณ์ก็เหนือวิทยาศาสตร์ !!
 
ในหนังมักจะมีปาฐิหาริย์เกิดขึ้นเสมอ
ในสนามก็เช่นกัน
แต่ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบทที่เขียนไว้
แต่หากมันเป็นการด้นสดของเหล่าผู้กำกับและนักแสดงที่สวมรองเท้าสตั๊ด
คุณยังจำเหตุการณ์มหัศจรรย์บนสนามหญ้าเหล่านี้ได้ไหม ?
( บางเหตุการณ์บางคนอาจจะเกิดไม่ทัน ไม่เป็นไร ผมเองก็เกิดไม่ทันเช่นกัน )
 
7.   เริ่มจากอันดับเจ็ด : ดีเอโก้ มาราโดน่า
ผมเกิดในปี ค.ศ. 1984 ซึ่งก็หมายถึงว่าผมเกิดทันในยุคที่ ดีเอโก้ มาราโดน่า ยังเตะบอลไหวอยู่
น่าเสียดายที่ผมเกิดทันมาราโดน่า แต่ผมโตไม่ทันที่จะดูบอลรู้เรื่อง
กว่าจะได้มาเห็นกับตาจริงๆก็ตอนโต ในยุคที่ youtube เป็นส่วนหนึ่งของเวลาว่างในชีวิตมนุษย์
ที่ผ่านมาเคยได้ยินแต่เสียงเล่าอ้าง จากปากพ่อบ้าง จากผู้บรรยายทางทีวีบ้าง
จนกระทั่งได้มาเห็นเองกับตา... ผมจึง
ยกให้ ดีเอโก้ มาราโดน่า เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่สุดนับตั้งแต่กีฬาลูกกลมๆบนสนามหญ้าถือก่อกำเนิดขึ้นมา !!
สิ่งมหัศจรรย์ที่สุดในฐานะผู้เล่น
ไม่มีใครในจักรวาลนี้ ณ ตอนนี้ เมพขิงๆ เท่ากับพี่แกอีกแล้ว
( ขอใช้ศัพท์เด็กแนวกะเค้าหน่อย จริงๆ เมพขิงๆ มันคือ เทพจริงๆ น่ะครับ )
One man can play.
พี่แก มาคนเดียวก็ไปได้
โดนรุมสามสี่คน กองหลังห้าหกคนไล่เตะ
ยังเตะ ยังหวด ไม่โดน
แม้ว่ากะจะยอมแลกใบแดง ยังแตะตัวพี่แกไม่ได้ !!

เลี้ยง ยิง โหม่ง ตุกติก ฟรีคิกส์  พี่ทั่นได้โม้ดดดด !!
แต่เดี๋ยวก่อน !!
( กรุณาทำเสียงเหมือนคุณ จอร์จ ณ TV Direct )
หากว่าคุณไม่เชื่อในสิ่งที่ผมชวนให้เชื่อ
กรุณาเปิด youtube หรือ google  แล้วลองเซิร์จก็คำว่า Maradona ดู
แล้วจะรู้ว่าไอ่ที่ผมโม้เอาไว้น่ะ มันยังน้อยไป
 
เออ่ม ตอนเซิร์จ กรุณาอย่าพิมพ์ผิดเป็น Madonna นะครับ :)
 
นี่ตัวอย่างความเมพขิงๆของ มาราโดน่า ครับ...
 
 

 


 
6.   ลูกยิงกล้วยหอมทอง ของ โรเบอร์โต้ คาร์ลอส
ลูกฟรีคิกส์ที่โรเบอร์โต้ คาร์ลอส หวดใส่ฝรั่งเศษตอนก่อนบอลโลก ปี 98
เป็นอะไรที่เหนือกฎฟิสิกส์เอามากๆ
ทั้งเร็ว ทั้งแรง ทั้งโค้ง
ลูกนั้น ลูกแรก ลูกเดียว
หลังจากนั้นมาไม่เคยเห็นลูกบอลพุ่งโค้งได้ถึงขนาดนั้นอีกเลย
 
แต่ใช่ว่าโรเบอร์โต้ คาร์ลอส จะยิงไม่โค้งนะ
ก็โค้ง แต่ไม่เท่ากับลูกกล้วยหอมทอง
 
ผมว่าบางทีอีก 100 ปี ข้างหน้า อาจจะยังไม่มีใครทำได้อีกหน
นอกเสียจากว่า บริษัทไนกี้ หรือ อาดิดาส จะคิดค้นรองเท้าที่ช่วยในการเตะไซด์โค้งขึ้นมา
 
แต่ลูกฟรีคิกส์ที่สุดยอดกว่าลูกยิงของโรเบอร์โต้ คาร์ลอส ก็ยังมีนะ
ผมยังไม่เฉลยหรอก
เดี๋ยวก็ได้รู้กันครับ
เดากันไว้ก่อนก็ได้นะ ฮี่ฮี่
 
อย่าเพิ่งเชื่อ !! ถ้ายังไม่ได้เห็นกับตาตัวเองว่ามันโค้งขนาดไหน
รับรองลูกบอลจะพาคุณวิ่งเกือบแหกโค้งจนแทบจะเทกระจาดดด !!


 
 
 


5.   ลิเวอร์พูล 3  –  3 เอ.ซี. มิลาน
ผมไม่ทราบว่าพระเจ้าเล่นตลกอะไรกับ เอ.ซี. มิลาน
ไม่ใช่แค่ตลกเฉยๆ แต่เป็นตลกที่เลวร้ายต่อความรู้สึกเอาเสียมากๆ
ครึ่งแรกมิลานนำทีมหงส์แดงแฟนค่อนโลกอย่างลิเวอร์พูลไปสามเม็ด
แฟนบอลในสนาม แฟนบอลที่นั่งชมนั่งเชียร์ ( บางคนอาจจะนั่งแช่ง )
เกือบทั้งร้อยต้องคิดว่าลิเวอร์พูลปิดประตูแพ้ไปแล้วแน่ๆ
สามลูก นั่งคิดนั่งคำนวนเล่นๆ
ครึ่งหลัง 45 นาที เฉลี่ยแล้วก็ต้องยิงให้ได้ 15 นาทีต่อหนึ่งประตู !!
3 ประตูกับทีม เอ.ซี. มิลาน ที่ขึ้นชื่อเรื่องเกมรับ !!
แต่เดี๋ยวก่อน !! ( กรุณาทำซุ่มทำเสียงให้เหมือนนายจอร์จ ณ ทีวี ไดเร็ค อีกรอบนะครับ )
มีคนเคยบอกไว้ว่า...
The miracal can happen in football world. If you don't give up and fight untill the end.
 
แปลเป็นไทยออกมาได้ประมาณว่า
“ ปาฐิหาริย์สามารถเกิดขึ้นได้เสมอบนสนามหญ้า หากว่าเราไม่ถอดใจไปเสียก่อน ”
 
ประโยคนี้แหละ ผมว่าลิเวอร์พูลแสดงให้เราเห็นอย่างเด่นชัด
ถูกนำอยู่สามศูนย์แล้วไง ?
ก็วิ่งมันเข้าไป เสียงนกหวีดยังไม่ดังสักหน่อย
สุดท้ายก็เสมอกัน 3 – 3
จนดวลจุดโทษ พระเจ้าเป่าเอาเทพธิดาแห่งชัยชนะที่ยืนอยู่ฝั่งมิลานกระเด็นมาตกบนหัวลิเวอร์พูลซะงั้น
ดวลจุดโทษลิเวอร์พูลชนะ 3 – 2
กลายเป็นแชมป์ยุโรปไปซะอย่างงั้น
ผมว่า...
คนดูงงง
คนแพ้ก็งง
คนชนะก็งง
 
เด็กผีแม่งก็ยิ่งงงไปใหญ่ !!
อารมณ์ งง ปน อิจฉา
ลิเวอร์พูลแม่งอาไรว้า ?
แชมป์ลีกไม่เคยได้มา 10 กว่าปี
พี่ทั่นดันผ่าเหล่าผ่ากอไปคว้าหมับเข้าโดนถ้วยใบโตซะงั้น !!
 
 
 
4.   22 พ.ค. 51 : ฟุตบอลยูฟ่าแชมเปี้ยนลีก นัดชิงชนะเลิศ แมนฯยูฯ VS เชลซี
มหากาพย์ ณ กรุง มอสโค
หากจะให้ผมมอง
การที่แมนฯยูฯ ได้แชมป์ครั้งนี้ถือว่าดวงช่วยจริงๆ
ยิงจุดโทษกันแบบ ถ้าลูกนี้เข้า เชลซี ชนะ
ชูถ้วย ขนถ้วยกันกลับ ลอนดอนไปได้เลย
แต่ก็ดันยิงไม่เข้า
พระเอกน่ะ ไม่ใช่คริสเตียโน่ โรนัลโด้ที่ยิงถล่มทลายมาทั้งฤดูกาล
แต่เป็นเอ็ดวิน วาน เดอ ซาร์ ซึ่งเซพอุดตลุดจุดฝัน
ช่วยให้แมนฯยูได้แชมป์
อีกคนที่น่าจะขอบคุณก็คือจอห์น เทอรี่
ซึ่งดันเหยียบเปลือกกล้วยลื่นล้มขณะง้างเท้ายิง
บอลก็เลยพุ่งออกนอกกรอบไป
ไม่ทราบว่าตอนปี 94 อาจจะเคยนั่งดูบอลโลกนัดชิง
แล้วดันไปจำภาพโรเบอร์โต้ บักโจ้ ติดตามาก็ไม่อาจทราบได้

แต่ยังไงก็เป็นความ โชคดี + ฝีมือ เล็กๆ ที่ได้แชมป์ครั้งนี้
 
เพราะดีใจ จึงจัดไว้ในลำดับที่ 4
 
 
 
3. และ 2.
หนังวันนี้ฉายควบสองเรื่องครับ
เรื่องแรก หนังสงครามบีบหัวใจ จุดกำเนิดวีรบุรุษ
FA Cup แมนฯยูฯ – อาร์เซนอล
แมฯยูฯ ขึ้นนำอาร์เซนอลก่อนจาก เทพบุตรเท้าชั่งทอง เดวิด เบ็คแฮม
ก่อนที่อาร์เซนอลจะตามมาตีเสมอจากฝีตีนของ ไอซ์เบิร์ก เดนนิส เบิร์กแคมป์
90 นาที เสมอ ต้องต่อเวลาออกไป...
รอย คีน ดันมาโดนไล่ออก
ช่วงต่อเวลาครึ่งหลัง ฟิล เนวิลล์ ทำฟาลว์ เรย์ พาร์เลอร์ ในเขตโทษ
ชิบหาย มหันตโคตรซวย
แต่สถานการณ์ย่อมสร้างวีรบุรุษ
ผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดในโลกขณะนั้นอย่าง ปีเตอร์ ชไมเคิล
เป็นผู้ดึงผีขึ้นมาจากปากหลุม
ด้วยการพุ่งตัวโชว์ซุปเปอร์เซพลูกจุดโทษ
รอดตาย แมนฯยูฯ รอดตาย
แต่ก็แค่รอดตาย
สถานการณ์ยังเป็นรอง
ก็แหงละสิเล่น 10 คน ต่อ 11 คนนี่หว่า !!
แต่แล้วความมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นเป็นครั้งที่สอง
วีรบุษรุษไม่ได้มีเพียงหนึ่งในกาลนี้
ไรอัน กิ๊กส์ วาดลวดลาย กระชากพาบอลผ่าน แบ็กโฟร์
( ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นกองหลังที่เหนียวที่สุดในยุคนั้น )
เข้าไปยิงแสกหน้าเดวิด ซีแมน จนก้นจ้ำเบ้าช้ำไปหลายวัน ( อาจจะรวมถึงช้ำใจด้วย )
 
จากนั้นแมนฯยูฯก็ผ่านเข้ารอบไปคว้าแชมป์อย่างสบายเกือก :)
 
นัดนี้จะจัดอยู่ในหนังประเภทไหนดี
สำหรับผม แม่งให้ ดราม่าหว่ะ !!
 
 
 
เรื่องต่อมา นำแสดงโดยตัวเอกตัวเดิม
ชื่อว่า ยูไนเต็ด
มาริโอ บาสเลอร์ ปั่นฟรีคิกส์ให้บาเยิร์นขึ้นนำตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่ยังไม่ขัน
แมนฯยูฯ โดนนำจนถึงนาทีที่ 90
แฟนๆบางคนถอดใจ เดินออกจากสนาม
จอร์จ เบสท์ ก็ออกไปจากสนามตั้งแต่นาทีที่ 80 มั๊ง ?
พวกที่นั่งลุ้นอยู่ที่บ้านแม่งก็ปิดทีวีเข้านอนกันบ้างบางส่วน
รู้หรอกน่ะ ว่าเข้านอนก็ก็นอนไม่หลับ ฮี่ฮี่
นาฬิกาข้อมือของผู้ตัดสินบอกเวลาว่าเหลือเวลาเพียงแค่ช่วงทดเวลาบาดเจ็บไม่กี่นาที
บางคนคงคิดว่าจะทำอะไรได้กับเวลาแค่นั้น
จะทำอะไรได้…
เสียงเบคแฮม ตะโกนตอบมาว่าทำแบบนี้ไง !!
ไม่ตะโกนเปล่าๆ แต่พี่แกโยนบอลมาด้วย
เท็ดดี้ เชอริงแฮม ซัดเข้าตุงตาข่ายไป
เด็กผีอึ้งไปสามลมหายใจเข้าออก
ก่อนจะ เฮ ดังๆ กอดคอกันจนหายใจไม่ออก
คนดูทั่วทั้งโลกขณะนั้นคงคิดว่า แม่งต่อเวลาแน่ๆ
เวลาที่เหลือจะไปทำอะไรได้
จะไปทำอะไรได้...
เสียงตะโกนตอบมาจากคนเดิม
ไม่ตอบอย่างเดียวเหมือนเดิม
โยนบอลมาด้วย
โอเล่ กุนน่า โซลชาร์ ฉีกขายิงจนเป้ากางเกงแทบขาด
บอลพุ่งเสยตาข่ายเฉียดคานไปตุงๆ
เด็กผีอึ้งไปอีก 5 ลมหายใจเข้าออก
แล้วก็ เฮ ไม่เฮอย่างเดียว บางคนปล่อย โฮ ด้วย
กับสิ่งที่รอคอยมา 30 กว่าปี
บางคนเคยเห็นแมนฯยูฯเป็นแชมป์ยุโรปตั้งแต่เด็ก
ปัจจุบันเป็นปู่ไปแล้วก็มี
วันนี้จึงกลายเป็นวันที่ไม่มีใครลืมลง
ความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในสองนาที
เว่อร์ซะไม่มี !!
แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว...
 
คงจัดอยู่ในเรต ดราม่าหักมุมเฮ
เล่นเอาเครียดมาทั้งเรื่อง ตอนจบหักมุมให้ได้เฮกันซะงั้นไป
 
 
 
1.   อันดับหนึ่ง ผมยกให้ลูกฟรีคิกส์ที่ผมเคยบอกเอาไว้ว่าเหนือกว่าลูกยิงของโรเบอร์โต้ คาร์ลอส
ไม่ได้โค้งมากกว่า ไม่ได้สวยสดงดงามกว่า ไม่ได้คม ไม่ได้แรงกว่า หรอกครับ
แต่มันสะใจ มันโดนใจกว่า...
สะใจกว่ายังไง ไปดูกันดีกว่าครับ
ถ้ายังจำได้
ผมว่าคุณก็ต้องชอบลูกนี้เหมือนกันกับผมนั่นแหละ
 

 


ยังจำกันได้ไหมครับ
เอเชี่ยนเกมส์ ที่กรุงเทพ ปี 1998
ไทย – เกาหลี
ช่วงต่อเวลาโกลเด้นโกล ไทยเหลือ 9 คน
จะเอาอะไรไปสู้
จนได้ฟรีคิกส์
ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล
บรรจงปั่นลูกนี้ส่งเกาหลีกลับบ้านไปย่างเนื้อ
ตรึงใจครับลูกนี้
ไม่พูดอะไรมาก
อาจจะเทียบไม่ได้กับลูกฟรีคิกส์ของเบคแฮม
แต่แม่งกระแทกใจคนไทยด้วยกันหว่ะ !!
 
อยากให้สิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นบ่อยๆในสนามหญ้าเมืองไทยจัง
อยากได้ยินเพลงชาติไทยดังในบอลโลกด้วย...