love

พลอยในลิ้นชัก

posted on 02 Sep 2008 02:04 by leonleon in love

 

 

ไม่กี่วันมานี้
ผมเปิดลิ้นชักเล็กๆที่บ้าน
ซึ่งปกติผมไม่ค่อยจะได้ไปยุ่งเกี่ยวกับมันสักเท่าไหร่
ส่วนมากก็เป็นแม่กับน้องที่เป็นคนเอาพวกเอกสารสำคัญๆของบ้านเก็บไว้
วันนั้นผมไม่รู้นึกยังไงดันไปเปิดมันออกมาดู
ลิ้นชักมี 3 ชั้น
ชั้นนึงเก็บพวกเอกสารต่างๆ
อีกชั้นนึงเก็บสมุดบัญชีเงินฝาก
อีกชั้นนึงเก็บพวกรูปถ่ายต่างๆ
ส่วนมากเป็นพวกรูปถ่ายหน้าตรงขนาด 1 นิ้ว – 2 นิ้ว
ไล่มาตั้งแต่ของพ่อ ของแม่ สมัยหนุ่มๆ
ของผมเรียงมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ เรียกได้ว่าตั้งแต่สมัยอนุบาลเลยก็ว่าได้
ของน้องสาว ของน้องชาย
ผมเห็นว่าในลิ้นชักนี้ยังไม่มีรูปถ่ายตอนผมทำงาน
ก็เลยเปิดกระเป๋าตังค์หยิบรูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว ซึ่งใส่สูทถ่าย( ถ่ายเพื่อทำบัตรพนักงาน )
ผมเอารูปผมหย่อนเพิ่มลงไปในลิ้นชัก
คิดไว้ด้วยว่าหากมีรูปถ่ายใหม่ๆก็จะนำมาหย่อนไว้เพิ่มอีก…
 
มันรู้สึกดียังไงก็ไม่รู้
ซึ่งมันอธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้
ผมว่า... หากคุณเป็นผม คุณก็คงจะรู้สึกคล้ายๆผมเช่นกัน
 
 
 
เรื่องไม่มันจบแค่นั้น...
ผมหลังจากที่ผมรื้อรูปถ่ายหนึ่งนิ้ว – สองนิ้ว
ของสมาชิกในครอบครัวออกมานั่งดู
มือที่ไม่อยู่สุขก็ผมก็รื้อก็ค้นต่อไปในส่วนที่ลึกกว่านั้น
ปรากฏว่าค้นไปเจอรูปสติ๊กเกอร์
ก็มีของน้องสาวบ้าง ของน้องชายบ้าง ของแม่บ้าง
สุดท้ายก็เจอรูปสติ๊กเกอร์ของตัวเอง
รูปที่ผมคิดว่ามันน่าจะสูญหายไปตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อนแล้ว
น่าจะหายไปตั้งแต่ที่เราย้ายบ้าน
ตอนนั้นผมไม่ได้อยู่ในตอนที่ครอบครัวเราย้ายบ้านกัน
ก็เรียนมหา’ลัยอยู่ที่ ม.เชียงใหม่ โน่น
ทางบ้านก็จัดแจงขนย้ายข้าวย้ายของ
รวมถึงของใช้ส่วนตัวของผมไปไว้ยังบ้านหลังใหม่ด้วย
ซึ่งผมก็ไม่คิดว่ารูปสติ๊กเกอร์ที่ผมเก็บไว้อย่างไม่เป็นระเบียบตรงโต๊ะไว้ของที่หัวเตียง จะถูกเก็บมาด้วย
( จริงๆแล้วมันคือโต๊ะอ่านหนังสือ แต่นับวันๆหนังสือก็กองเยอะเข้าๆ จนกลายเป็นโต๊ะวางของไปโดยปริยาย )
ผมนึกว่ามันจะถูกทิ้งไปพร้อมกับขยะในตอนย้ายบ้านแล้วเสียอีก
วันนี้ได้มาเจอมันอีกครั้ง
รวมไปถึงรูปสติ๊กเกอร์ที่ผมถ่ายคู่กับพลอยด้วย...
 
พลอย คือ ใคร ?
สงสัยกันไหมครับ ?
หากไม่สงสัยก็กรุณาช่วยสงสัยเป็นหน้าม้าให้ผมทีเถอะนะครับ ฮ่าฮ่า
ย้อนไปในความทรงจำช่วงที่ผมอายุ 15 ย่าง 16
ก็ช่วงทีกำลังขึ้นม. ปลาย ใหม่ๆนั่นแหละครับ
พลอยอายุน้อยกว่าผม 2 – 3 ปี
นั่นก็หมายถึงพลอยอยู่ ม. 2 ส่วนผมนั้นอยู่ ม. 4
พลอยเป็นผู้หญิง แหงล่ะ !!
แน่นอนว่าต้องน่ารักด้วย ฮ่าฮ่า
พลอยเข้ามาทำให้ชีวิตที่แข็งกระด้างตามประสาเด็กผู้ชายของผมนั้นมีความรู้สึกมากขึ้น
จากสายตาที่เฉยเมยต่อทุกอย่าง
ปากที่มักจะพูดแต่คำว่า ชั่งแม่งดิ !! ต่อทุกสิ่ง
กลายเป็นเริ่มที่จะรับรู้และรู้สึกกับหลายๆสิ่งรอบตัวมากขึ้น
บางทีพลอยอาจจะทำให้ความรู้สึกของผมมีหลายมิติมากขึ้น
จากที่เคยมีแค่ โกรธ เฉยเมย เย็นชา เจ้าอารมณ์ ( นิสัยตอนช่วงวัยรุ่นเป็นอย่างนั้นจริงๆนะ )
คือจะมีแค่อุณหภูมิสูงปรี๊ดกับเย็นยะเยือก แค่นั้น...
แต่พลอยทำให้ผมกลับกลายเป็นมีความรู้สึกที่อุณหภูมิระดับอุ่นๆเพิ่มเข้ามา ( กรุณาอย่าอ้วกใส่คีย์บอร์ดนะครับ )
 
เรารู้จักกันในระดับหนึ่ง
ซึ่งผมคิดว่าเรารู้จักกันน้อยมากๆ
รู้จัก ในที่นี้ผมหมายถึงพวกข้อมูลส่วนตัวต่างๆ
ผมคิดว่า ในตอนนั้นผมไม่รู้ว่าเธอ นามสกุล อะไร ?
พ่อแม่ ทำงานอะไร ?
อาหารจานโปรดคืออะไร ?
ฯลฯ   สิ่งเหล่านี้เกี่ยวกับเธอ ผมไม่รู้เลยสักนิด...
 
ผมนึกถึงคำๆนึงที่พี่ก้อง ทรงกลด บางยี่ขัน เขียนไว้ในหนังสือ สองเงาในเกาหลี
“ การสนิทกับคนที่ไม่รู้จัก ”
ความสัมพันธ์ของผมกับพลอยก็คงจะคล้ายๆกัน เพียงแต่ว่าเป็น
“ การสนิทกับคนที่ไม่รู้จักกันดี ”
 
แต่แม้ว่าเราจะไม่รู้จักกันดีเท่าไหร่
แต่ช่วงเวลาที่เราได้พูดได้คุยกันนั้น ผมคิดว่ามันเป็นช่วงเวลาที่ดีเอามากๆ
 
ผมขับเคลื่อนชีวิตด้วยแรงของตัวเองมาตลอด 15 ปี ( ไม่นับแรงใจจากพ่อแม่นะครับ )
ชีวิตของเด็กม.ปลาย มันก็เรื่อยๆมาเรียงๆ
ไม่ได้ตั้งใจเรียนกับเค้าเท่าไหร่
ส่วนมากออกแนวตั้งใจเล่นซะมากกว่า
แต่พอมีพลอยเข้ามาในชีวิต
ไอ่ถังน้ำมันประจำตัวที่ผมใช้ในการดำเนินชีวิต
จากปกติที่มันอยู่ในระดับกึ่งๆกลางๆถัง
พลอยทำให้มันเต็มจนล้นออกมา
ในตอนนั้นเพลง โลกหมุนด้วยความรัก ยังไม่ได้ถูกแต่งขึ้น
แต่วันนี้ผมว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ
ผมตั้งใจเรียนมากขึ้น
ผมตั้งใจเล่นมากขึ้น
ผมไม่รู้หรอกว่าผมตั้งใจเพื่ออะไร
เพียงแต่ว่ากำลังใจมันเหลือเฟือจนไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ก็เลยเอามาตั้งใจกับทุกๆอย่าง ล่ะมั๊ง ?
 
ผมชอบประโยคนี้
“ เราคงไม่รู้สึกเดียวดาย หากเราไม่เคยเดินเคียงข้างใครมาก่อน ”
พลอยทำให้ผมรู้จักกับความเหงา
ซึ่งถ้านับดูแล้วผมรู้จักและสนิทกับเจ้าความเหงานี่มาเกือบจะ 10 ปี ได้แล้วมั๊ง ?
 
ก่อนปิดเทอม
เราไปกินข้าวด้วยกันสองมื้อ
แล้วเราก็ไปถ่ายรูปสติ๊กเกอร์ด้วยกัน ( รูปสติ๊กเกอร์ที่ผมค้นเจอนั่นแหละครับ )
 
ก่อนปิดเทอมเราแลกจดหมายกัน
โดยที่เราต่างก็เขียนแล้วเอาไปไว้ที่ชั้นจดหมายของตึกธุรการ
( เราสอบสลับวันกัน ม.ต้นวันนึง ม.ปลายอีกวันนึง )
สอบวันแรกม.ต้นสอบ เธอเอาจดหมายไปเสียบไว้ที่ชั้น
วันที่สองผมไปรับจดหมายของพลอย
แล้วก็เอาจดหมายของผมไปหย่อนไว้
เราส่งข้อความประมาณ 1 โปสการ์ด กับรูปไว้ดูแก้คิดถึงช่วงปิดเทอม ไว้ในจดหมาย
 
ช่วงปิดเทอม ถึงเวลาที่เราจะต้องแยกห่างจากกัน
ผมต้องไปเรียนพิเศษที่เชียงใหม่
ส่วนเธอนั้นต้องไปอยู่บ้านญาติที่ต่างจังหวัด
นับๆดูแล้วก็เกือบ 3 เดือน ที่เราอาจจะไม่ได้คุยกัน
เมื่อ 8 – 9 ปีก่อน มือถือยังไม่เป็นที่นิยม และราคาก็ยังแพงมหาโหดอยู่
 
แล้วเราจะติดต่อกันยังไงล่ะ ?
ใช้อีเมลล์ไงล่ะ ซึ่งตอนนั้นผมก็มักจะใช้อีเมลล์ติดต่อกับเพื่อนในห้องอยู่แล้ว
ผมมีอีเมลล์ แต่...
ผมลืมถามอีเมลล์ของพลอยก่อนที่เราจะไม่ได้เจอกัน
และผมก็ไม่ได้บอกอีเมลล์ผมกับพลอยด้วย...
 
จากความห่างไกล
กลายเป็นไกลห่าง
คงกลายเป็นเหินห่าง
แล้วก็คงกลายเป็น ห่างเหิน
 
ปิดเทอมมีเรื่องที่น่าทำเยอะแยะ
เยอะเกินกว่าที่ผมจะมีเวลามาคิดถึงพลอย
ทั้งเรียน   เหล่หญิง   เพื่อนใหม่   สงกรานต์   ฟุตบอล   ดนตรี
และก็การลุ้นผลประกาศรายชื่อห้องน้องรหัส...
ปิดเทอม 3 เดือนผ่านไป
ผมลืมพลอยไปเสียสนิท
กว่าจะนึกถึงพลอยก็ก่อนเปิดเทอมไม่กี่วัน...
 
ผมไม่รู้จะทำหน้ายังไงดีเมื่อเจอพลอย
เราจะยังคุยกันได้เหมือนเดิมอยู่ไหม
ผมสงสัยและสับสนเหลือเกินในช่วงเวลานั้น
 
 
 
เปิดเทอมวันแรกเราเจอหน้ากัน
เรายิ้มให้กัน
แต่ผมไม่ได้เดินเข้าไปคุยกับเธอ
และก็ไม่ได้โทรไปหาเธอ
จากนั้น รอยยิ้มที่เรามีให้กันมันก็ลดลงไปเรื่อยๆ
จนกระทั่งกลายเป็นสีหน้าปกติเมื่อเราเดินสวนกัน
 
ความรู้สึกดีๆของเรามันสิ้นสุดลง ณ ตอนไหน ?
ผมไม่รู้...
 
รู้เพียงแต่ว่า… ความรักมักจะจากเราไปโดยที่เราไม่ทันได้ตั้งตัวเสมอ
 
 
 
ผมดีใจที่เราจากกันเพราะความห่างเหิน
การจบลงเพราะความเหินห่างแบบนี้ มันก็ยังดีกว่าการจากกันด้วยเหตุผลอื่นๆ...
 
 

ตอนนี้รูปพลอยกับผมก็ยังคงอยู่ในลิ้นชัก
ความทรงจำสวยงามเสมอ...
ทั้งที่ไม่ได้รัก ไม่ได้คิดถึง แต่ทำไมถึงยังนึกออกนะ
 
ป.ล.   ไม่รู้ว่าลิ้นชักบ้านผมทำตัวเหมือนลิ้นชักใต้โต๊ะนายโนบิตะตั้งแต่เมื่อไหร่ ?
แหม !! ทำตัวเป็นไทม์แมชชีนให้เจ้าของได้ย้อนเวลาเลยนะ