soundtrack

 

 

วันนี้ผมเอาเพลงโปรดของผมอีกเพลงหนึ่งมาให้ฟังกันครับ
และคาดว่าคงเป็นเพลงโปรดของอีกหลายๆคนด้วย
 
เคยฟังเพลง ทฤษฎีสีชมพู ของ นิ้วกลม & Stamp กันรึป่าวครับ ?
สำหรับคนที่ยังไม่เคยฟัง วันนี้ก็ถือโอกาสได้เคยฟังกันเลยนะครับ
สำหรับคนที่เคยฟังแล้ว วันนี้เรามานั่งฟังด้วยกัน คงจะดีกว่านั่งฟังคนเดียวจริงไหมครับ ?
 
 
 
ผมฟังเพลงนี้ครั้งแรกหลังจากที่อ่านหนังสือ the soundtracks of my love จบ
ฟังแล้วได้แต่นั่งนิ่ง...
คิดถึงเธอคนนั้น
คิดพลางนึกไปว่าสีของเธอที่ไหลเข้ามาปนกับสีของผมนั้นมีอะไรบ้าง
หนังสือหลายเล่ม
เพลงหลายเพลง
สถานที่ท่องเที่ยวอีกหลายแห่ง
สำเนียงการพูดอีกหลายประโยค
อาหารจานโปรดอีกหลายจาน
และความรู้สึกดีๆที่เรามีให้กันอีกหลายความรู้สึก...
 
สีของเราเมื่อผสมกันแล้วก็ไม่มีวันจะกลับไปเป็นสีเดิมได้อีก
มันแยกออกจากชีวิตเราไม่ได้อีกต่อไป
โลกของผมได้เปลี่ยนไป
เช่นเดียวกับโลกของเธอก็คงได้เปลี่ยนไป
ผมไม่รู้ว่าโลกของผมที่เปลี่ยนไป
กับโลกของเธอที่เปลี่ยนไปนั้น เปลี่ยนไปในทิศเดียวกันหรือไม่
หรือบางทีมันอาจจะกำลังรวมตัวกันในนาม โลกของเรา ( ไม่ใช่วิชาสังคมของ ม.ต้น นะครับ ) อยู่รึป่าว ?
หรือบางทีโลกของเราอาจจะกำลังอยู่ในระหว่างก่อสร้าง
ก่อสร้างโดยความรู้สึก...
 
เราแต่ละคนมีสีประจำตัว
ถ้าจะให้วัดแล้วผมคงเป็นคนที่มีสีทึมเทาในระดับปานกลางคนหนึ่ง
เมื่อก่อนผมเคยชอบสีฟ้า
ปัจจุบันเริ่มหันมาหลงเสน่ห์ของสีดำและสีขาวนิดหน่อย
เรามันจะรักษาระดับความล้วนของสีของตัวเรา
ไม่ค่อยที่จะยอมให้สีอื่นๆเข้ามาปนได้ง่ายซักเท่าไหร่
 
แต่ถ้าหากว่าวันหนึ่งสีล้วน ชวนเหงา นั้นเกิดเหงาขึ้นมาจริงๆ
อยากจะนึกให้ตัวเองมีลวดลายให้ดูสวยงามบ้าง
จะทำอย่างไร ?
 
ก็คงต้องหาสีอื่นมาผสมกับสีของตัวเอง...
แต่เหตุใดส่วนมากการผสมของสองสีมักจะได้ออกมาเป็นสีชมพู ?
 
ความรักมักจะถูกแทนด้วยสีชมพู
สีชมพูเป็นเฉดสีหนึ่งของสีแดง
เมื่อมีความรัก…
เมื่อสีสองสีได้มาเจอกัน
สีสองสีผสมกันมักจะออกมาเป็นสีชมพู
เทา ผสมกับ เหลือง ออกมาเป็นสีชมพู
เขียว ผสมกับ แดง ก็ยังคงออกมาเป็นสีชมพู
ขาว กับ ดำ ผสมกัน ก็ยังออกมาเป็นสีชมพู
สีชมพูที่ไม่ใช่เฉดหนึ่งของสีแดง
แต่มันเป็นสีของความรัก...
 
หากเป็นมิตรภาพ
เมื่อสีหลายๆสีมาเจอกัน
มันไม่ได้กลายเป็นสีม่วงคล้ำราวกับเปลือกมังคุดเสมอไปเหมือนกับตอนที่เราล้างจานสีในชั่วโมงศิลปะ
สีของมิตรภาพที่เกิดขึ้นเป็นสีอะไรคงไม่ได้มีกำหนดตายตัวเช่นสีของความรัก
มิตรภาพใครมิตรภาพมัน
เพื่อนใครเพื่อนมัน
สีใคร ไม่ใช่สีมัน แต่มันเป็นสีของเรา...
 
 
 
สีล้วนเมื่อถูกผสมไปแล้ว
ไม่มีทางกลับมาเป็นสีเดิมได้
โลกใบเดิมที่เราเคยอยู่ตัวคนเดียว ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครคนนั้นอยู่
พอมีเธอคนนั้นเข้ามาแล้ว
ก็จะกลับไปในโลกที่ไม่มีเธอ ไม่ได้อีกต่อไป…
 
 
 
ใครที่เจอกับสีของความรัก สีของเราแล้ว รักษามันไว้ให้ดีนะครับ
อย่าให้ตัวเองต้องเปลี่ยนกลับมาเป็นสีเทา สีทึมเลย จะเหงาเฉาตายเสียเปล่าๆ
 
ส่วนใครที่ยังเป็นสีล้วนอยู่ ก็ขอให้เจอกับสีผสมไวไวนะครับ
สีของเรา มันน่าจะน่าฟังกว่า สีของกู ใช่ไหมครับ ฮี่ฮี่
 
 
 
ทิ้งไว้สักคำถาม คุณเป็นสีอะไรอยู่ในตอนนี้ ?
คนที่ไม่ได้มีลูกชื่อ เจี๊ยบ กรุณาอย่าตอบว่า สีหนุ่ม นะครับ แฮ่ !!

 

 

 

 

 

คนหนึ่งคน เปรียบเหมือนเป็นโลกหนึ่งใบ
ผมไม่รู้ว่าที่ผ่านมาในชีวิตผมได้ยินประโยคหรือคำพูดทำนองนี้ไปกี่ครั้ง
แต่ทุกครั้งที่ผมได้ยินหรือได้อ่านนั้น
ผมก็ได้แต่คอยพยักหน้าหลังจากที่ได้ยิน ได้อ่านมันทุกครั้งไป
คนทุกคน แต่ละคนมีโลกเป็นของตัวเอง
คนทุกคน แต่ละคนมีวงกลมเป็นของตัวเอง
และหากคนหลายคนอยู่รวมกัน
มันก็คงจะคล้ายๆดวงดาวบนท้องฟ้าที่อยู่ในจักรวาลเดียวกัน
 
แล้วก็ดาวแต่ละดวงใช่ว่าจะเป็นสีขาวสุกสกาวราวกับเพรชเสียทุกดวงซะเมื่อไหร่
นั่นมันเป็นการมองจากระยะไกลโพ้น
ดาวบางดวงก็ยังเป็นเพียงกลุ่มแก๊ส บางดวงก็เป็นไฟร้อนหลายพันองศา
รึดาวบางดวงก็เย็นเจี๊ยบราวกับเป็นปู่ของขั่วโลกเหนือ
ดาวบางดวงก็อบอุ่น และหอมกรุ่นไปด้วยอ๊อกซิเจน
รึบางดวงแม้จะอบอุ่นแต่ก็มีสภาพที่ไม่เหมาะกับการดำรงชีวิต
หรือบางดวงก็ไม่มีอากาศให้หายใจ
 
อย่างที่ดาวมันแตกต่าง
และก็เหมือนกับคนที่แตกต่าง
ฟังเพลง เธอหมุนรอบฉัน ฉันหมุนรอบเธอ ของวง เฉลียง
ซึ่งเพลงนี้ก็เป็นหนึ่งในเพลงที่ผมชอบมากเพลงหนึ่ง
 
ดาวทุกดวงบนท้องฟ้าที่เราเห็น
บางทีเราอาจจะเห็นมันนิ่งๆ อยู่อย่างนั้น
แต่เปล่าเลย มันกำลังโคจรไปในทางของมันอยู่
เช่นเดียวกับที่โลกเรากำลังหมุนรอบตัวเอง และโคจรไปรอบๆดวงอาทิตย์ไปพร้อมๆกัน
 
คนแต่ละคน ไม่มีใครเหมือนใคร
เช่นกันกับดาวแต่ละดวง ก็ยอมแตกต่างกันไป
และดาวแต่ละดวงก็ย่อมมีวงโคจรที่เป็นของมันเอง
 
เราไม่สามารถไปบังคับใครให้ไปในทางที่เราอยากให้ไป
เราไม่สามารถบังคับใครให้เป็นในสิ่งที่เราอยากให้เป็นได้
หรืออาจจะทำได้ แต่ก็คงไม่ใช่เรื่องที่จะเต็มใจทำนัก
 
การเปลี่ยนวงโคจรของดวงดาว
ว่ากันว่าสามารถทำได้โดยใช้ระเบิดนิวเคลียร์ไประเบิดเพื่อขยับตำแหน่งของดวงดาว
ทำได้ แต่มันก็มีผลเสีย...
ระเบิดนะ ระเบิด ไม่ใช่ประทัด
แล้วมันจะคุ้มหรือไม่ถ้าเราเลือกจะทำ ?
 
บางทีการที่เราจะไปบังคับให้ใครสักคนมาเดินร่วมทางที่เราต้องการเดิน ไม่คงไม่ใช่เรื่องที่น่าปฏิบัติ
และหากว่าเราต้องไปเดินทางร่วมกับใครสักคนโดยที่เราไม่อยากไป มันก็คงไม่ใช่
และถ้าหากดาวสองดวงนั้นมีสิ่งที่ดึงดูดกันและกัน
ซึ่งคำตอบก็คงไม่ใช่ ทางใครทางมัน
 
ดาวแต่ละดวงต่างก็มีวงโคจรเป็นของตัวเอง
และบ้างที่ดาวเหล่านั้นก็ได้โคจรมาเจอกันอยู่บ่อยๆ
บางดวงก็โคจรไปด้วยกัน
บางดวงก็อาศัยแรงดึงดูด แรงเหวี่ยง และแรงผลัก จากดาวอีกดวง
คอยพยุงให้ตัวมันสามารถโคจรต่อไปได้เรื่อยๆ
 
ถ้าคนหนึ่งคน เปรียบเหมือนดาวหนึ่งดวง
ดาวหนึ่งดวงอาจจะต้องหมุนรอบตัวเองและโคจรไปตามเส้นทางของมัน
บางทีคนสมัยนี้อาจจะเลือกทำแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง
บางคนก็มัวแต่โคจรไปเรื่อยๆ จนลืมใส่ใจคนรอบข้าง สิ่งใกล้ตัว
บางคนก็มัวแต่คิดถึงแต่ตัวเอง และก็อาจจะลืมไปว่าตัวเองไม่ได้เป็นเพียงดาวดวงเดียวในจักรวาลนี้
 
แล้วคุณเป็นดาวประเภทไหน ?
 
 
 
ผู้หญิงห้ามตอบว่าดาวศุกร์นะครับ
แล้วผู้ชายก็ห้ามตอบว่าเลวกว่าหมา มาจากดาวอังคารเน้อ หุหุ