travel

 

 

เบื่อข้อมูลเรื่องโลกร้อนที่กรอกหูเราอยู่ทุกวันไหมครับ
เบื่อไหมที่เรื่องราวซึ่งเล่ากันอยู่นั้นมันไม่ค่อยจะเข้าหูเราเอาซะเลย
ยุ่งยากสลับซับซ้อนบ้าง
วุ่นวายไกลตัวบ้าง
พูดจาซ้ำซากน่าเบื่อบ้าง
สุดท้ายพอลองไล่เรียงดูดีๆ เราเลยพบว่า
ปัญหาที่เราคิดว่าเราเข้าใจนั้น แท้จริงแล้วเราไม่ได้เข้าใจมันสักเท่าไหร่เลย
เรื่องโลกร้อนนั้นเป็นปัญหาใหญ่พอแล้ว
การสื่อสารไม่น่าทำตัวเป็นปัญหาซ้ำเติมให้คนเหินห่างจากเรื่องโลกร้อนออกไปอีก

ผมก็เลยเชิญอาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์ จัดการเดินทางขนาดกำลังน่ารัก
พาทุกคนไปทำความรู้จักกับปัญหานี้อย่างที่ไม่เคยมีใครบอกเล่าผ่านสื่อมาก่อน
ง่ายเหมือนฟังนิทาน
สนุกเหมือนฟังนิยาย
และใกล้ตัวเหมือนกำลังฟังเรื่องของตัวเอง

ล่องเรือไปคุยกันไป
นั่งเล่นบนท่าน้ำไปคุยกันไป
เดินเล่นใต้ต้นไม้ไปคุยกันไป
แล้วเราจะเข้าใจปัญหานี้อย่างที่ไม่เคยเข้าใจมาก่อน
จะเข้าใจว่าเมืองไทยเกี่ยวอะไรด้วย
และจะได้รู้ว่า หากอยากมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหานี้ อะไรคือสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุด

เราจะเดินทางกันในวันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2552
ขออภัยนักเรียน นิสิต นักศึกษาที่จัดใกล้วันสอบ
แต่ที่ต้องจัดวันนี้เพราะเป็นวันที่มีตลาดน้ำตรงกับวันหยุดพอดี ซึ่งมันไม่ได้มีกันทุกสัปดาห์
ขึ้นรถที่หน้าจุฬาฯ ในเวลา 7 โมงเช้า มุ่งหน้าไปตลาดน้ำท่าคา จังหวัดสมุทรสงคราม
แล้วกลับมาถึงจุฬาฯ ในเวลา 2 ทุ่มครึ่ง
โปรแกรมคร่าวๆ อาจารย์ท่านเขียนมาให้ดังนี้ครับ

07.00  แจวอ้าวจากหน้าจุฬาฯ (ป้ายรถเมล์หน้าอุโมงค์คณะวิทยาศาสตร์) มุ่งหน้าสู่เมืองสามน้ำ
09.30  รวมพลตามนัดที่คลองท่าคา ค้นหาสิ่งดีๆ จากวิถีชาวน้ำ
11.00  ค้นหาภูมิปัญญาไทยในการดำเนินชีวิตที่วัดดาวโด่ง
13.00  ชิมของดีจากแม่ครัวหัวป่า และชมของดีฝีมือสุดพรรณนา ณ วัดยี่สาร
16.00  ชมงานแกะไม้ที่กลายเป็นตำนาน ณ วัดกุฎิ
18.00  ชมและชิมผลิตภัณฑ์จากตลาดน้ำยุคพัฒนา
19.00  ได้เวลาอำลากลับสู่กรุงเทพมหานคร
20.30  ถึงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโดยปลอดภัย แยกย้ายกันกลับเคหา

ราคาค่าร่วมเดินทาง ที่อาจารย์ท่านคิดมานั้น ตกคนละ 950 บาท
แต่ทรงกลดใจร้าย เลยขอคิดเพิ่มเป็นคนละ 1,000 บาท
ด้วยขี้เกียจทอนเงิน และต้องการขอแบ่งเงินจากผู้พอมีพอใช้ ไปจุนเจือน้องๆ ผู้ที่ยังไม่มีรายได้
ด้วยการนำเงินที่เก็บเกินมาคนละ 50 บาทนั้นไปสมทบกับทุนก้อนใหญ่ที่อาจารย์ยงยุทธและทรงกลดควักกระเป๋าตั้งต้นไว้แล้ว
การเดินทางคราวนี้เลยมี 3 ราคา
1,000 บาท สำหรับผู้ที่จ่ายได้ไม่เดือดร้อน
500 บาท สำหรับผู้ที่ยังไม่มีรายได้ และมีกำลังทรัพย์เพียงนั้น
และฟรี สำหรับคนที่สนใจอย่างแรงกล้า แต่ว่าไร้สิ้นซึ่งทุนทรัพย์

เนื่องจากรับได้แค่ 40 คนเท่านั้น
เราเลยใช้วิธีการสมัครด้วยการส่งอีเมล ระบุข้อมูลในหัวข้อดังต่อไปนี้มาสั้นๆ
1. ชื่อ เบอร์โทร อีเมล สำหรับติดต่อ
2. ไอเดียคิดว่าจะเอาสิ่งที่ได้เห็น ได้ยินจากในทริปนี้ไปทำอะไร ยิ่งเขียนเป็นรูปธรรมยิ่งได้เปรียบครับ
3. ต้องการใช้สิทธิของผู้ที่ยังไม่มีรายได้หรือไม่ ถ้าต้องการ อยากใช้ในระดับครึ่งราคา หรือฟรี
ส่งมาที่ zcongklod@yahoo.co.uk ภายในวันที่ 18 มกราคม 2552
ประกาศรายชื่อในเว็บ http://www.lonelytrees.net/ ภายในวันที่ 21 มกราคม 2552

 

 

 

 

ตื่นตา ติดใจ
คำว่าตื่นตา อาจจะดูน้อยเกินไปเสียด้วยซ้ำ
หากจะให้ดี คงต้องตื่นหู ตื่นสมองและความคิดด้วย
 
หลังจากการเดินทางครั้งที่แล้ว
ทริป แม่ไม้คนไทย
โดย อ.ยงยุทธ จรรยารักษ์ และ ทรงกลด บางยี่ขัน
เที่ยวสุพรรณ มันยกร่อง
พ่วงด้วยความอิ่มหนำสำราญสนุกสนามจากตลาดสามชุก
บวกกับการเข้าชม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
ตลอดวัน ผมทำได้แค่ฟังแล้วก็คิดตาม ไม่ก็ฟังแล้วก็จดลงสมุด
หลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่เคยรู้
หลายสิ่งหลายอย่างที่เพิ่งเคยได้ยิน
ไม่เคยรู้ ก็ได้มารู้
ไม่เคยได้ยินก็ได้มารับฟัง
และที่ไม่เคยเห็น ก็ได้มาพบเจอ
จากการบอกเล่าของ อ.ยงยุทธ จรรยารักษ์
ซึ่ง “ ง่ายเหมือนฟังนิทาน ”
“ สนุกเหมือนฟังนิยาย ”   ( พี่ก้อง ทรงกลด เค้าว่าไว้ ซึ่งผมก็ขอยืนยันว่าจริง )
ก็เพราะการเดินทางครั้งนั้นแหละครับ
 
“ ง่ายเหมือนฟังนิทาน ”
“ สนุกเหมือนฟังนิยาย ”
ความรู้หลายๆเรื่อง ซึ่งถ้าเราไปหาอ่านในหนังสือ
อาจจะอ่านได้สักสองย่อหน้าแล้วอาการเบื่อก็เข้าแทรก
เพราะมันมีความ “ วิชาการ ” มากเกินไป
แต่ผมรับรองได้ว่า ถ้าคุณได้ฟังจากการบอกเล่าของ อ.ยงยุทธ แล้วล่ะก็
เหมือนดั่งที่โฒษณาไว้นั่นแหละครับ
“ ง่ายเหมือนฟังนิทาน ”
“ สนุกเหมือนฟังนิยาย ”
 
คอนเฟิร์ม !!
 
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของประวัติศาสตร์ เศษฐศาสตร์ สังคม วิถีชีวิต ความพอเพียง รวมถึง ความเป็นไทย
อ.ยงยุทธ ล้วนเล่าออกมาให้เราฟังได้ง่ายๆ
และสนใจที่จะฟังต่อ
ฟังแล้วคิดตาม
รวมถึงสนใจที่จะถาม
 
 
 
ทริป แม้ไม้คนไทย ผ่านพ้นไป
ทริปใหม่ก็กำลังจะผ่านเข้ามา
ทริปนี้มีชื่อว่า “ ไม้ - เมือง - ร้อน ”
 
การเดินทางที่ชื่อว่า ไม้ – เมือง – ร้อน
พร้อมเดินทางออกจาก หน้าคณะวิทฯ จุฬาฯ ในวันที่ 21 กุมภาฯ ( ถัดจากวันวาเลนไทน์ไปอาทิตย์นึง )
รถบัส 40 ที่นั่ง
นำทีมโดย อ.ยงยุทธ จรรยารักษ์ และ ทรงกลด บางยี่ขัน
พ่วงด้วยคณะเดินทางอีก 40 ท่าน
จะมุ่งสู่จังหวัด สมุทรสงคราม
เพื่อค้นหาสิ่งดีๆจากการเดินทางที่ชื่อว่า ไม้ – เมือง – ร้อน
 
 
 
ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะค้นเจออะไรจากการเดินทางครั้งนี้
แต่จากการเดินทางครั้งที่แล้ว
สิ่งที่ได้ ก็คือเรื่องราวต่างๆที่ไม่เคยได้รู้ ก็ได้รู้
พอได้รู้ก็เกิดความสนใจที่จะนำไปต่อยอด
สนใจที่จะหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องที่เพิ่งได้รู้
เช่น ผมได้รู้จากอ.ยงยุทธ ว่า
ครัวเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของเรือน ( บ้าน )
อยากให้ครอบครัวอบอุ่น ต้องรักษาครัว
ครัว เป็นที่ดึงดูดคน ทำให้ได้พบปะกัน
ทำให้คนรวมกัน จึงทำให้เกิดเป็นครอบครัว
เรือนใดที่ไร้ครัว เรือนนั้นเป็นได้แค่ที่ซุกหัวนอนเท่านั้น
 
กลับบ้านไปผมก็เข้าไปช่วยแม่ทำกับข้าว
เรียกน้องมาช่วยล้างผัก หั่นนั่น ชิมนี่
เวลาทำกับข้าวด้วยกัน
มันก็มีความสุขไปอีกแบบ
แทนที่แม่จะทำคนเดียว
พอได้มาช่วยกันทำ
ก็ได้พูดคุยกันมากขึ้น
อยากกินนั่นนะ ทำอันนี้เพิ่มอีกอย่างดีไหมแม่ วันนี้อยากกิน
ลดเวลาส่วนตัวลง แล้วเอามาเพิ่มให้กับช่วงเวลาในครัว
ทำให้เวลาของครอบครัวมีมากขึ้น
 
นี่คือสิ่งที่ผมได้จากการเดินทางชื่อแม่ไม้คนไทย
 
 
ส่วนสิ่งที่จะได้และนำไปใช้จากการเดินทาง ไม้ – เมือง – ร้อน นั้น
ผมคงยังตอบไม่ได้
 
ทางจะมีก็ต่อเมื่อเราเดิน
เพราะงั้น…
ไปด้วยคนได้ไหมพี่ ?
 
แหะๆ

 

 

 

Related Links : ทริปแม้ไม้คนไทย

ย้อนอดีตไปกับไทม์แมชชีนขนาด 40 ที่นั่ง

 

 

รถไฟใกล้หน้าต่าง

posted on 30 Oct 2008 01:25 by leonleon in travel

 

 

     เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสโดยสารเดินทางด้วยรถไฟอีกครั้ง
สารภาพอย่างอายๆว่านี่เป็นครั้งที่สองในชีวิต
     ครั้งที่สองที่เวลาล่วงเลยหลังครั้งแรกเกือบประมาณห้าปี
     วันนี้ได้มีโอกาสเอาตูดกลมๆมานั่งลงกับเบาะมุมฉากแข็งๆ
ซึ่งก็คือเบาะของรถไฟชั้นสามนั่นแหละครับ
     รถไฟฟรี
     ใช่ครับ ผมนั่งรถไฟฟรี ( เพื่อพลังประชาชน เอ๊ย เพื่อประชาชนเฉยๆ )
 
     การนั่งรถไฟฟรีก็ไม่มีอะไรมาก
     เพียงแค่คุณมายื่นบัตรประชาชนเพื่อขอรับตั๋วที่ช่องจำหน่ายตั๋วที่สถานีรถไฟ
หากว่าที่นั่งไม่เต็มคุณก็จะได้เลขที่นั่งมาด้วย ทางเจ้าหน้าที่เค้าก็จะพิมพ์ใส่ในตั๋วให้คุณเองครับ
แต่ถ้าหากว่าที่นั่งเต็ม คุณก็จะได้ตั๋วยืน แต่ขึ้นไปถึงก็นั่งได้ครับ เพียงแต่หากว่าถ้าเจ้าของที่มา
คุณก็ต้องลุกให้เค้านั่ง แล้วก็เดินไปหาที่นั่งว่างๆที่เจ้าของที่เค้ายังไม่ได้ขึ้นมาบนรถนั่งใหม่
 
     โชคดีที่ผมได้ตั๋วนั่ง
     แต่ก็โชคไม่ค่อยดีเท่าไหร่ที่ผมนั่งหันหลังให้กับเส้นทาง กลายเป็นว่าหากจะดูอะไรข้างหน้า
ก็ต้องคอยชะโงกหน้าออกมาดู แต่ก็ไม่ใช่โชคไม่ดีที่หนักหนาสาหัสอะไร
 
     ฟังเค้ามาเกี่ยวกับรถไฟของต่างประเทศมากก็เยอะ
     รถไฟเยอรมัน ฝรั่งเศษ ญี่ปุ่น จีน เกาหลี ขึ้นชื่อเรื่องความเร็ว เรื่องความตรงต่อเวลา
     หากว่ารถไฟของประเทศอื่นๆในโลกขึ้นชื่อเรื่องความเร็ว
     รถไฟของไทยก็น่าจะขึ้นชื่อกะเค้าบ้าง ผมว่า... รถไฟของไทยน่าจะขึ้นชื่อเรื่องความชิล
ชิลชิบหาย !!   เพราะ ไม่เคยออกตรงเวลา ไม่เคยถึงตรงเวลา
 
     หากคุณจะโดยสารโดยรถไฟ แล้วทะลึ่งดันตื่นสาย ฝนตก รถติด อะไรก็ตามแต่ ทำให้ดันมาช้า
ไม่ต้องกังวลใจไป รถไฟไม่ออกจากชานชาลาง่ายๆครับ อย่างน้อยก็เลทไปได้สักสิบนาที
 
     เอ่อ... แต่ขอเตือนไว้ก่อน อย่าเชื่อผมมาก เพราะผมเคยขึ้นแต่รถไฟชั้นสามน่ะครับ ชั้นหรูผมไม่รู้ !!
 
     สถานีรถไฟมีอะไรให้น่าสังเกตุเยอะแยะ ( จริงๆแล้วสถานีอย่างอื่นก็เหมือนกัน )
ไม่ว่าจะเป็นตอนนั่งรถไฟเข้าเทียบชานชาลา ผมก็นั่งเดาเล่นว่าคนนั้นคนโน้นจะไปที่ไหนกันบ้าง
     เห็นกลุ่มเด็กมหาลัยแบกกระเป๋าถือกีต้าร์ ผมก็เดาว่าไอ่นี่น่าจะนั่งไปต่อรถอีกต่อไปทะเล
     เห็นทหารก็เดาว่ากลับไปรับใช้ชาติต่อละมั๊ง นี่คงเพิ่งลากลับบ้านมา
     เห็นลุงเห็นป้ามาตัวเปล่าไม่มีสัมภาระ ก็เดาได้ว่าน่าจะลงไม่ไกล คงจะที่เดียวกับผมนั่นแหละ
     หลายคำเดาที่ไม่มีคำตอบ ได้แต่คิดเล่นๆ ถ้านั่งโบกี้เดียวกัน ที่นั่งใกล้ๆกันก็คงได้รู้...
 
 
 
     คนรีบเร่งไม่เหมาะกับรถไฟ รถไฟไม่ใช่ยานพาหนะของคนเร่งร้อน
     ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง...
     เสียงจังหวะที่ล้อของรถไฟตกไปยังรอยต่อของรางรถไฟ กึงกัง กึงกัง
     ให้เป็นเสียงออกมาได้ประมาณนี้แหละครับ ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง
 
     จริงๆแล้วมันก็ไม่ถึงขั้นว่า ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง หรอกครับ
     ผมว่ายังไงรถไฟก็ถึง เพราะด้วยความที่มันไม่ได้แล่นปู๊ดปร๊าด ว่องไว สักเท่าไหร่
     อีกทั้งยังวิ่งบนรางอีก ไอ่เรื่องเฉี่ยวชน อะไรนั้น มีโอกาสเกิดได้ยาก
     ดูไปแล้วผมว่ามันน่าหวาดเสียวน้อยกว่าขึ้นรถทัวร์เป็นไหนๆ
 
 
 
     รถไฟออกจากชานชาลา...
 
     โบกี้ที่ผมนั่ง คนแน่นพอสมควร และเมื่อมองลอดประตูทะลุไปโบกี้อื่นก็เห็นอย่างเดียวกัน
 
     หากจับฉากในโบกี้รถไฟมาวาดเป็นการ์ตูน
     ผมคิดว่าคงจะต้องวาดลูกโป่งคำพูดจนเมื่อยมือ
 
     บนรถไฟมีบทสนทนา
     มีการคุยโขมงโฉงเฉง
     ไม่เหมือนในยานพาหนะชนิดอื่น
     ไม่เงียบเหมือนรถไฟฟ้า รถทัวร์ เครื่องบิน
 
     ที่มันไม่เงียบ ผมไม่รู้ว่าทำไม
     แต่ผมเดาเอาว่า โดยปกติ รถไฟไม่ได้เงียบ รถไฟมีเสียงในตัวมันเองอยู่แล้ว
     กึงกัง กึงกัง ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง คือเสียงของรถไฟ
     แล้วยังมีเสียง ลมรถไฟ
     ที่แหวกผ่านหน้าต่างเข้ามากระทบหูเราอยู่ตลอดเส้นทาง ( หากเราไม่ปิดหน้าต่างนะครับ )
 
     ลมรถไฟ ไม่คล้ายกับ ลมทะเล
     ลมทะเล หากเราอยากได้ยิน เราต้องนั่งนิ่งๆ หรือ เดินเอื่อยๆ เราถึงจะได้ยิน
     แต่ ลมรถไฟ จะมาก็ต่อเมื่อรถไฟออกวิ่ง
     แม้จะแตกต่างกัน แต่ผมว่ายังไง ลมทั้งสอง ก็ให้ความสุขใจ ไม่แพ้กัน...
 
     เมื่อมีเสียงรถไฟ และเสียงลมรถไฟ
     การพูดคุยแบบธรรมดา ใช้เสียงไม่เกินแปดสิบเดซิเบล อาจจะทำให้คู่สนทนาได้ยินไม่ชัดสักเท่าไหร่
     ดังนั้นการพูดคุยบนรถไฟก็จึงต้องเพิ่มความดังกว่าปกตินิสส์นึง
     บนรถไฟจึงคุยโขมง...
 
 
 
     รถไฟแล่นของมันไปเรื่อยๆ
     มีบางคนนั่งคุยกัน
     บางคนนั่งเงียบๆ มองไปนอกหน้าต่าง
     บางคนกำลังฟังเพลง
     บางคนก็กำลังหลับ
     บางคนกำลังกินขนม
     บางคนกำลังกินข้าวกล่องบางคนอ่านหนังสือพิมพ์
     บางคนกำลังหัวเราะ
     บางคนกำลังหาว
     บางคนกำลังถ่ายรูป
     บางคนกำลังตั้งท่าให้เพื่อนถ่ายรูป
     และอีกคนนึงกำลังจดบันทึกขยุกขยิกลงสมุดอยู่
 
     คนที่นั่งมองไปนอกหน้าต่าง
     ผมว่า... ใจเค้าไม่ได้อยู่ในรถไฟ
     น่าจะไปอยู่ที่ ปลายทาง
     หรืออาจจะยังอยู่ที่ต้นทางที่จากมา
 
     เวลาเราเดินทาง เรามักจะไม่คิดถึงปัจจุบัน
     บางคนอาจจะนึกถึงอดีต
     นึกถึงเมื่อวานนี้ สัปดาห์ที่แล้ว เดือนที่แล้ว ปีที่แล้ว สิบปีที่แล้ว
     บางคนอาจจะนึกถึงอนาคต
     นึกถึงตอนที่รถไฟไปถึง
     นึกถึงเย็นนี้
     นึกถึงวันพรุ่งนี้
     นึกถึงอนาคตที่อยากจะให้มันเป็นไป
 
     หรือบางคนอาจจะนึกถึงคนสำคัญ
     นึกถึงคนที่กำลังจะไปหา
     นึกถึงคนที่เพิ่งจากมา
     นึกถึงคนที่บ้าน
     นึกถึงคนที่รัก
 
     หากมีกล้องส่องเอาไว้ส่องดูความคิดถึง
     หากใช้มันส่องเข้ามาในโบกี้รถไฟ
     คงเห็นเป็นความคิดถึงลอยฟุ้งอยู่เต็มรถไฟเป็นแน่
 
     แต่ เอ... หรือว่ารถไฟ แล่นไปเพราะความคิดถึงกันนะ ?
 
 
 
     ระยะทางระหว่างต้นสายและปลายทาง ค่อยๆหดสั้นลงเรื่อยๆเมื่อรถไฟวิ่งฉึกฉักๆไปของมัน
 
     ด้วยทิวทัศน์ผ่านบานหน้าต่างของรถไฟ ต่อให้คนใจร้อนที่กำลังรีบเร่งมานั่ง ผมคิดว่าเค้าคง
ทำใจให้ร้อนได้ไม่นานเท่าไหร่ เนื่องจากสองข้างทางที่เต็มไปด้วยร่มไม้และบ้านเรือนนั้น ดูแล้ว
ให้ความรู้สึกสบายตาอย่างบอกไม่ถูก ความสบายตามักจะกำเริบไหลผ่านไปยังหัวใจ ทำให้เกิด
ความสบายใจ พอสบายใจก็ใจหายร้อน
 
     ระยะทางระหว่างต้นสายและปลายทาง ค่อยๆหดสั้นลงเรื่อยๆ
     ระยะห่างสั้นลง ในขณะที่ระหว่างทางเพิ่มขึ้น
     รถไฟพาคนโดยสารผ่านระหว่างทางมาเรื่อยๆ
     บางคนอาจจะเคยผ่านไปผ่านมาหลายครั้งหลายคราว
     บางคนอาจจะเคยผ่านมาแล้วแต่จำไม่ได้
     หรือสำหรับบางคนอาจจะเป็นครั้งแรก
     คนโดยสารแต่ละคน รู้จุดหมายปลายทางที่ตนเองจะไปเป็นอย่างดี
     แต่สำหรับบางคนก็ไม่รู้ว่าระหว่างทางจะมีอะไรอยู่บ้าง ?
 
     ระหว่างทางอาจจะไม่สำคัญเท่ากับจุดหมาย
     แต่มันคงจะน่าเบื่อหากว่า โดเรม่อน และ โนบิตะ เอาแต่ใช้ประตูทุกหนทุกแห่ง
     เปิดไปที่นั่นที่นี่ โดยที่ไม่ยอมใช้คอปเตอร์ไม้ไผ่เลย
 
     ประตูทุกหนทุกแห่งให้ได้เพียงแค่ จุดหมาย และ ความสะดวกสะบาย
     หากแต่คอปเตอร์ไม้ไผ่สามารถให้สิ่งที่ประตูทุกหนทุกแห่งให้ไม่ได้ นั่นก็คือ
     สิ่งที่เรียกว่า ระหว่างทาง
     ระหว่างทาง อาจจะสุข อาจจะทุกข์ หรือบางทีก็อาจจะเจอปัญหา
     แต่อย่าลืมว่า ความทุกข์หรือปัญหาเหล่านั้น หากเราผ่านมันไปได้
     เมื่อเวลาผ่านไป เรามักจะกลับมาพูดถึงมันด้วยความสุขเสมอ
 
     คอปเตอร์ไม้ไผ่ อาจจะไม่สะดวกสะบายเท่ากับประตูทุกหนทุกแห่ง
     รถไฟก็เช่นกัน รถไฟอาจจะไม่สะดวก รวดเร็ว เท่ากับเครื่องบิน
     แต่อย่าลืมว่ารถไฟนั้นมีระหว่างทางที่มากกว่าเมฆและหมอกให้คุณได้ดื่มด่ำอยู่
 


     แล้วคุณล่ะ เลือกอะไร ?
     เลือกที่จะเดินผ่านประตู หรือ ชูคอปเตอร์ไม้ไผ่...

 

 

   มาหาสนุก หากพูดเร็วๆและฟังผ่านๆคงจะทำให้นึกถึงการ์ตูนดูโอ้คู่ซี้ อย่าง ขายหัวเราะ มหาสนุก
แต่ไม่ใช่ครับ วันนี้ผมจะมาพูดถึง ร้าน มาหาสนุก  มา – หา – สะ – หนุก  ครับ

 


   สืบเนื่องจากเรื่องทริป แม่ไม้คนไทย ที่ผมได้มีโอกาสไปร่วมเมื่อหลายเดือนก่อน ( นานมาแล้ว )
เขียนบันทึกการเดินทางทิ้งไว้ในบล็อกก็ตั้ง 5 ตอน ( แต่ก็ยังไปไม่ถึงไหนเลย )
วันนี้นั่งจัดระเบียบรูปในคอมฯ เปิดไปเจอก็คิดถึงช่วงเวลานั้นครับ
ก็เลยมานั่งเปิดดูสมุดบันทึกที่ผมถือไปขีด ไปเขียน จดอะไรลงไปในวันนั้น
มีหน้านึงในสมุดเล่มนั้นที่ผมเขียนถึงร้าน มาหาสนุก ณ ตลาดสามชุก
ตอนนั้นผมให้ความหมายแก่ร้านมาหาสนุก เอาไว้ว่า “ ร้านที่ทำให้เราลืมแก่ ”
แต่มาคิดดูอีกทีตอนนี้ ผมว่าร้านนี้น่าจะทำให้เรารู้สึกแก่มากกว่า เพราะเค้าว่ากันว่า เมื่อไหร่ที่เรานึกถึงอดีต ก็แสดงว่าเรานั้นแก่แล้ว


   ร้านมาหาสนุก เหมือนจะทำให้เราย้อนกลับไปอยู่ในวัยประถม
ทำให้นึกถึงรถเข็นขายขนมแถวๆหน้าประตูโรงเรียน
ตุ๊กตุ่น หุ่นยนต์  หมัดดาวเหนือ เซนต์ไซย่า ไอ้มดแดง เข็มขัดแปลงร่าง อุลตร้าแมน ตำรวจอวกาศ สตาร์ วอร์ เจได ดาร์ธ เวเดอร์ ยานอวกาศ ขบวนการห้าสี นาฬิกาเรียกหุ่นยนต์ยักษ์ ฯลฯ

 


หากเป็นเด็กผู้หญิงก็ต้อง โซ่หมากเก็บ ตุ๊กตากระดาษ ฯลฯ
(ที่ใช้ ฯลฯ เพราะว่าของเล่นเยอะจริงๆ ไม่ได้ใช้เพราะว่าขี้เกียจเลย
แล้วก็ไม่รู้จักของเล่นของเด็กผู้หญิงด้วย ก็เลยไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไร )
ฮีโร่ในใจเด็กยุค 80 – 90 ซึ่งปัจจุบันก็โรยราไปตามกระแสและการเวลาไปจนเกือบจะเลือนหายไปแล้ว

 


ตุ๊กตุ่นอุลตร้าแมน สัตว์ประหลาด เคนชิโร่หมัดดาวเหนือ ดราก้อนบอล ที่เป็นสีแจ๊ดๆทั้งตัว
ที่คุณผู้ชายที่เคยเป็นเด็กผู้ชายหลายๆคนอาจจะลืมไปแล้วว่าเราเคยเอาไอ้ตุ๊กตุ่นพวกนี้เนี่ย
มาต่อสู้กันในจินตนาการของเรา มือซ้ายถือตัวพระเอกไว้ ส่วนมือขวาก็ถือสัตว์ประหลาดหรือผู้ร้ายไว้
จับมาสู้กันแล้วก็พากษ์เสียงราวกับน้าต๋อยมาเอง
 
เริ่มนึกกันออกรึยังครับ
 
ถ้าความทรงจำยังลางเลือน ผมให้เวลานึกอีก 5 วินาที
 
1.....
 
2...
 
3..
 
4.
 
5
 
จำกันได้แล้วใช่ไหมครับ
เห็นไหม ผมบอกแล้ว ไม่ว่าใครก็ต้องเคยเล่นแหละ ของเล่นเด็กผู้ชายบ้านๆธรรมดาๆอย่างเรา
โตมาก็พร้อมกับตุ๊กตุ่นพวกนี้นั่นแหละครับ
 
อีกอย่างนึงที่ผมเห็นแล้วนึกถึงตัวเองสมัยวัยประถม
พวกสมุดสะสมสติ๊กเกอร์น่ะครับ ไม่ว่าจะเป็นสะสมสติ๊กเกอร์ดราก้อนบอล โดเรม่อน
ที่ไม่ว่าจะหาได้จนเกือบครบเล่มยังไง มันก็มักจะขาดอยู่ภาพ สองภาพเสมอ
ไม่รู้ว่าทางบริษัทเค้ากลัวจะได้แจกรางวัลรึเปล่าก็ไม่ทราบ
ยิ่งเป็นภาพภาพชุดพิเศษ ( จะเป็นสติ๊กเกอร์เรืองแสง )
ของรางวัลที่ทางบริษัทนำมาล่อใจเด็กตาดำๆอย่างเราก็คงหนีไม่พ้น เครื่องเกม ใช่ไหมครับ
ไม่ว่าจะแจก เครื่อง เมก้า ไดรฟ์ , ซุปเปอร์ แฟมิคอม , เพลย์ สเตย์ชั่น รุ่นแรก สีเทาเครื่องเหลี่ยมใหญ่ๆ
ในเวลานั้นมันช่างเป็นรางวัลที่เลอค่ามหาศาลในความรู้สึกของเด็กประถมเสียเหลือเกิน
ใครมีเครื่องเล่นเกมพวกนี้อยู่ที่บ้านนี้จะถือได้ว่าเป็นที่อิจฉาและยอมรับจากเพื่อนๆพอสมควร
 
จำได้ไหมครับว่าเคยสะสม สติ๊กเกอร์ ที่ไม่มีวันครบ ฮ่าฮ่า

 

ร้านนี้มีสินค้าหลอกเด็ก( เมื่อสิบปีก่อน ซึ่งก็คือผู้ใหญ่ในวันนี้ )
เกือบทุกอย่างที่รถเข็นขายขนมหน้าโรงเรียนพึงจะมี
( มีแม้กระทั่งผงซักฟอก หรือ สินค้าที่โด่งดั่งเมื่อยี่สิบปีก่อนอ่ะ )

 


ไม่รู้ว่าเจ้าของร้านเค้าไปสั่งมาจากโรงงานไหน
หรือว่าเค้าเก็บไว้ตั้งแต่สมัยก่อนกันแน่
 
ตุ๊กตุ่น หุ่นสังกะสี ตุ๊กตากระดาษ โซ่หมากเก็บ ที่นี่มีจริงๆครับ...
ยังเหลืออยู่ในยุคนี้จริงๆนะ ที่ร้านมาหาสนุกแห่งนี้
 
ผมว่าร้านนี้ไม่น่าจะชื่อร้านมาหาสนุกเลย
น่าจะชื่อร้าน มาหาอดีต หรือ มาหาความทรงจำ มากกว่า
ผมสงสัยว่าผมยังอยู่ในปี พ.ศ. 2551 อยู่รึป่าว ?
หรือว่าผมกำลังอยู่ประเทศไทยเมืองสิบกว่าปีที่แล้วกันแน่
หรือรถบัสที่พวกเรานั่งมามันจะเป็นไทม์แมชชีน...
ไทม์แมชชีนขนาด 40 กว่าที่นั่ง พาเราย้อนอดีตมา 10 กว่าปีก่อน...

 


 
หอมหวลครับหอมหวล
หอมหวลกลิ่นความทรงจำ…

 

บางที... ร้านนี้อาจจะทำให้คุณเจออะไรที่เคยทำหล่นหายไปก็ได้นะ

: )