travel

 

 

เบื่อข้อมูลเรื่องโลกร้อนที่กรอกหูเราอยู่ทุกวันไหมครับ
เบื่อไหมที่เรื่องราวซึ่งเล่ากันอยู่นั้นมันไม่ค่อยจะเข้าหูเราเอาซะเลย
ยุ่งยากสลับซับซ้อนบ้าง
วุ่นวายไกลตัวบ้าง
พูดจาซ้ำซากน่าเบื่อบ้าง
สุดท้ายพอลองไล่เรียงดูดีๆ เราเลยพบว่า
ปัญหาที่เราคิดว่าเราเข้าใจนั้น แท้จริงแล้วเราไม่ได้เข้าใจมันสักเท่าไหร่เลย
เรื่องโลกร้อนนั้นเป็นปัญหาใหญ่พอแล้ว
การสื่อสารไม่น่าทำตัวเป็นปัญหาซ้ำเติมให้คนเหินห่างจากเรื่องโลกร้อนออกไปอีก

ผมก็เลยเชิญอาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์ จัดการเดินทางขนาดกำลังน่ารัก
พาทุกคนไปทำความรู้จักกับปัญหานี้อย่างที่ไม่เคยมีใครบอกเล่าผ่านสื่อมาก่อน
ง่ายเหมือนฟังนิทาน
สนุกเหมือนฟังนิยาย
และใกล้ตัวเหมือนกำลังฟังเรื่องของตัวเอง

ล่องเรือไปคุยกันไป
นั่งเล่นบนท่าน้ำไปคุยกันไป
เดินเล่นใต้ต้นไม้ไปคุยกันไป
แล้วเราจะเข้าใจปัญหานี้อย่างที่ไม่เคยเข้าใจมาก่อน
จะเข้าใจว่าเมืองไทยเกี่ยวอะไรด้วย
และจะได้รู้ว่า หากอยากมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหานี้ อะไรคือสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุด

เราจะเดินทางกันในวันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2552
ขออภัยนักเรียน นิสิต นักศึกษาที่จัดใกล้วันสอบ
แต่ที่ต้องจัดวันนี้เพราะเป็นวันที่มีตลาดน้ำตรงกับวันหยุดพอดี ซึ่งมันไม่ได้มีกันทุกสัปดาห์
ขึ้นรถที่หน้าจุฬาฯ ในเวลา 7 โมงเช้า มุ่งหน้าไปตลาดน้ำท่าคา จังหวัดสมุทรสงคราม
แล้วกลับมาถึงจุฬาฯ ในเวลา 2 ทุ่มครึ่ง
โปรแกรมคร่าวๆ อาจารย์ท่านเขียนมาให้ดังนี้ครับ

07.00  แจวอ้าวจากหน้าจุฬาฯ (ป้ายรถเมล์หน้าอุโมงค์คณะวิทยาศาสตร์) มุ่งหน้าสู่เมืองสามน้ำ
09.30  รวมพลตามนัดที่คลองท่าคา ค้นหาสิ่งดีๆ จากวิถีชาวน้ำ
11.00  ค้นหาภูมิปัญญาไทยในการดำเนินชีวิตที่วัดดาวโด่ง
13.00  ชิมของดีจากแม่ครัวหัวป่า และชมของดีฝีมือสุดพรรณนา ณ วัดยี่สาร
16.00  ชมงานแกะไม้ที่กลายเป็นตำนาน ณ วัดกุฎิ
18.00  ชมและชิมผลิตภัณฑ์จากตลาดน้ำยุคพัฒนา
19.00  ได้เวลาอำลากลับสู่กรุงเทพมหานคร
20.30  ถึงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโดยปลอดภัย แยกย้ายกันกลับเคหา

ราคาค่าร่วมเดินทาง ที่อาจารย์ท่านคิดมานั้น ตกคนละ 950 บาท
แต่ทรงกลดใจร้าย เลยขอคิดเพิ่มเป็นคนละ 1,000 บาท
ด้วยขี้เกียจทอนเงิน และต้องการขอแบ่งเงินจากผู้พอมีพอใช้ ไปจุนเจือน้องๆ ผู้ที่ยังไม่มีรายได้
ด้วยการนำเงินที่เก็บเกินมาคนละ 50 บาทนั้นไปสมทบกับทุนก้อนใหญ่ที่อาจารย์ยงยุทธและทรงกลดควักกระเป๋าตั้งต้นไว้แล้ว
การเดินทางคราวนี้เลยมี 3 ราคา
1,000 บาท สำหรับผู้ที่จ่ายได้ไม่เดือดร้อน
500 บาท สำหรับผู้ที่ยังไม่มีรายได้ และมีกำลังทรัพย์เพียงนั้น
และฟรี สำหรับคนที่สนใจอย่างแรงกล้า แต่ว่าไร้สิ้นซึ่งทุนทรัพย์

เนื่องจากรับได้แค่ 40 คนเท่านั้น
เราเลยใช้วิธีการสมัครด้วยการส่งอีเมล ระบุข้อมูลในหัวข้อดังต่อไปนี้มาสั้นๆ
1. ชื่อ เบอร์โทร อีเมล สำหรับติดต่อ
2. ไอเดียคิดว่าจะเอาสิ่งที่ได้เห็น ได้ยินจากในทริปนี้ไปทำอะไร ยิ่งเขียนเป็นรูปธรรมยิ่งได้เปรียบครับ
3. ต้องการใช้สิทธิของผู้ที่ยังไม่มีรายได้หรือไม่ ถ้าต้องการ อยากใช้ในระดับครึ่งราคา หรือฟรี
ส่งมาที่ zcongklod@yahoo.co.uk ภายในวันที่ 18 มกราคม 2552
ประกาศรายชื่อในเว็บ http://www.lonelytrees.net/ ภายในวันที่ 21 มกราคม 2552

 

 

 

 

ตื่นตา ติดใจ
คำว่าตื่นตา อาจจะดูน้อยเกินไปเสียด้วยซ้ำ
หากจะให้ดี คงต้องตื่นหู ตื่นสมองและความคิดด้วย
 
หลังจากการเดินทางครั้งที่แล้ว
ทริป แม่ไม้คนไทย
โดย อ.ยงยุทธ จรรยารักษ์ และ ทรงกลด บางยี่ขัน
เที่ยวสุพรรณ มันยกร่อง
พ่วงด้วยความอิ่มหนำสำราญสนุกสนามจากตลาดสามชุก
บวกกับการเข้าชม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
ตลอดวัน ผมทำได้แค่ฟังแล้วก็คิดตาม ไม่ก็ฟังแล้วก็จดลงสมุด
หลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่เคยรู้
หลายสิ่งหลายอย่างที่เพิ่งเคยได้ยิน
ไม่เคยรู้ ก็ได้มารู้
ไม่เคยได้ยินก็ได้มารับฟัง
และที่ไม่เคยเห็น ก็ได้มาพบเจอ
จากการบอกเล่าของ อ.ยงยุทธ จรรยารักษ์
ซึ่ง “ ง่ายเหมือนฟังนิทาน ”
“ สนุกเหมือนฟังนิยาย ”   ( พี่ก้อง ทรงกลด เค้าว่าไว้ ซึ่งผมก็ขอยืนยันว่าจริง )
ก็เพราะการเดินทางครั้งนั้นแหละครับ
 
“ ง่ายเหมือนฟังนิทาน ”
“ สนุกเหมือนฟังนิยาย ”
ความรู้หลายๆเรื่อง ซึ่งถ้าเราไปหาอ่านในหนังสือ
อาจจะอ่านได้สักสองย่อหน้าแล้วอาการเบื่อก็เข้าแทรก
เพราะมันมีความ “ วิชาการ ” มากเกินไป
แต่ผมรับรองได้ว่า ถ้าคุณได้ฟังจากการบอกเล่าของ อ.ยงยุทธ แล้วล่ะก็
เหมือนดั่งที่โฒษณาไว้นั่นแหละครับ
“ ง่ายเหมือนฟังนิทาน ”
“ สนุกเหมือนฟังนิยาย ”
 
คอนเฟิร์ม !!
 
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของประวัติศาสตร์ เศษฐศาสตร์ สังคม วิถีชีวิต ความพอเพียง รวมถึง ความเป็นไทย
อ.ยงยุทธ ล้วนเล่าออกมาให้เราฟังได้ง่ายๆ
และสนใจที่จะฟังต่อ
ฟังแล้วคิดตาม
รวมถึงสนใจที่จะถาม
 
 
 
ทริป แม้ไม้คนไทย ผ่านพ้นไป
ทริปใหม่ก็กำลังจะผ่านเข้ามา
ทริปนี้มีชื่อว่า “ ไม้ - เมือง - ร้อน ”
 
การเดินทางที่ชื่อว่า ไม้ – เมือง – ร้อน
พร้อมเดินทางออกจาก หน้าคณะวิทฯ จุฬาฯ ในวันที่ 21 กุมภาฯ ( ถัดจากวันวาเลนไทน์ไปอาทิตย์นึง )
รถบัส 40 ที่นั่ง
นำทีมโดย อ.ยงยุทธ จรรยารักษ์ และ ทรงกลด บางยี่ขัน
พ่วงด้วยคณะเดินทางอีก 40 ท่าน
จะมุ่งสู่จังหวัด สมุทรสงคราม
เพื่อค้นหาสิ่งดีๆจากการเดินทางที่ชื่อว่า ไม้ – เมือง – ร้อน
 
 
 
ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะค้นเจออะไรจากการเดินทางครั้งนี้
แต่จากการเดินทางครั้งที่แล้ว
สิ่งที่ได้ ก็คือเรื่องราวต่างๆที่ไม่เคยได้รู้ ก็ได้รู้
พอได้รู้ก็เกิดความสนใจที่จะนำไปต่อยอด
สนใจที่จะหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องที่เพิ่งได้รู้
เช่น ผมได้รู้จากอ.ยงยุทธ ว่า
ครัวเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของเรือน ( บ้าน )
อยากให้ครอบครัวอบอุ่น ต้องรักษาครัว
ครัว เป็นที่ดึงดูดคน ทำให้ได้พบปะกัน
ทำให้คนรวมกัน จึงทำให้เกิดเป็นครอบครัว
เรือนใดที่ไร้ครัว เรือนนั้นเป็นได้แค่ที่ซุกหัวนอนเท่านั้น
 
กลับบ้านไปผมก็เข้าไปช่วยแม่ทำกับข้าว
เรียกน้องมาช่วยล้างผัก หั่นนั่น ชิมนี่
เวลาทำกับข้าวด้วยกัน
มันก็มีความสุขไปอีกแบบ
แทนที่แม่จะทำคนเดียว
พอได้มาช่วยกันทำ
ก็ได้พูดคุยกันมากขึ้น
อยากกินนั่นนะ ทำอันนี้เพิ่มอีกอย่างดีไหมแม่ วันนี้อยากกิน
ลดเวลาส่วนตัวลง แล้วเอามาเพิ่มให้กับช่วงเวลาในครัว
ทำให้เวลาของครอบครัวมีมากขึ้น
 
นี่คือสิ่งที่ผมได้จากการเดินทางชื่อแม่ไม้คนไทย
 
 
ส่วนสิ่งที่จะได้และนำไปใช้จากการเดินทาง ไม้ – เมือง – ร้อน นั้น
ผมคงยังตอบไม่ได้
 
ทางจะมีก็ต่อเมื่อเราเดิน
เพราะงั้น…
ไปด้วยคนได้ไหมพี่ ?
 
แหะๆ

 

 

 

Related Links : ทริปแม้ไม้คนไทย

ย้อนอดีตไปกับไทม์แมชชีนขนาด 40 ที่นั่ง

 

 

รถไฟใกล้หน้าต่าง

posted on 30 Oct 2008 01:25 by leonleon  in travel

 

 

     เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสโดยสารเดินทางด้วยรถไฟอีกครั้ง
สารภาพอย่างอายๆว่านี่เป็นครั้งที่สองในชีวิต
     ครั้งที่สองที่เวลาล่วงเลยหลังครั้งแรกเกือบประมาณห้าปี
     วันนี้ได้มีโอกาสเอาตูดกลมๆมานั่งลงกับเบาะมุมฉากแข็งๆ
ซึ่งก็คือเบาะของรถไฟชั้นสามนั่นแหละครับ
     รถไฟฟรี
     ใช่ครับ ผมนั่งรถไฟฟรี ( เพื่อพลังประชาชน เอ๊ย เพื่อประชาชนเฉยๆ )
 
     การนั่งรถไฟฟรีก็ไม่มีอะไรมาก
     เพียงแค่คุณมายื่นบัตรประชาชนเพื่อขอรับตั๋วที่ช่องจำหน่ายตั๋วที่สถานีรถไฟ
หากว่าที่นั่งไม่เต็มคุณก็จะได้เลขที่นั่งมาด้วย ทางเจ้าหน้าที่เค้าก็จะพิมพ์ใส่ในตั๋วให้คุณเองครับ
แต่ถ้าหากว่าที่นั่งเต็ม คุณก็จะได้ตั๋วยืน แต่ขึ้นไปถึงก็นั่งได้ครับ เพียงแต่หากว่าถ้าเจ้าของที่มา
คุณก็ต้องลุกให้เค้านั่ง แล้วก็เดินไปหาที่นั่งว่างๆที่เจ้าของที่เค้ายังไม่ได้ขึ้นมาบนรถนั่งใหม่
 
     โชคดีที่ผมได้ตั๋วนั่ง
     แต่ก็โชคไม่ค่อยดีเท่าไหร่ที่ผมนั่งหันหลังให้กับเส้นทาง กลายเป็นว่าหากจะดูอะไรข้างหน้า
ก็ต้องคอยชะโงกหน้าออกมาดู แต่ก็ไม่ใช่โชคไม่ดีที่หนักหนาสาหัสอะไร
 
     ฟังเค้ามาเกี่ยวกับรถไฟของต่างประเทศมากก็เยอะ
     รถไฟเยอรมัน ฝรั่งเศษ ญี่ปุ่น จีน เกาหลี ขึ้นชื่อเรื่องความเร็ว เรื่องความตรงต่อเวลา
     หากว่ารถไฟของประเทศอื่นๆในโลกขึ้นชื่อเรื่องความเร็ว
     รถไฟของไทยก็น่าจะขึ้นชื่อกะเค้าบ้าง ผมว่า... รถไฟของไทยน่าจะขึ้นชื่อเรื่องความชิล
ชิลชิบหาย !!   เพราะ ไม่เคยออกตรงเวลา ไม่เคยถึงตรงเวลา
 
     หากคุณจะโดยสารโดยรถไฟ แล้วทะลึ่งดันตื่นสาย ฝนตก รถติด อะไรก็ตามแต่ ทำให้ดันมาช้า
ไม่ต้องกังวลใจไป รถไฟไม่ออกจากชานชาลาง่ายๆครับ อย่างน้อยก็เลทไปได้สักสิบนาที
 
     เอ่อ... แต่ขอเตือนไว้ก่อน อย่าเชื่อผมมาก เพราะผมเคยขึ้นแต่รถไฟชั้นสามน่ะครับ ชั้นหรูผมไม่รู้ !!
 
     สถานีรถไฟมีอะไรให้น่าสังเกตุเยอะแยะ ( จริงๆแล้วสถานีอย่างอื่นก็เหมือนกัน )
ไม่ว่าจะเป็นตอนนั่งรถไฟเข้าเทียบชานชาลา ผมก็นั่งเดาเล่นว่าคนนั้นคนโน้นจะไปที่ไหนกันบ้าง
     เห็นกลุ่มเด็กมหาลัยแบกกระเป๋าถือกีต้าร์ ผมก็เดาว่าไอ่นี่น่าจะนั่งไปต่อรถอีกต่อไปทะเล
     เห็นทหารก็เดาว่ากลับไปรับใช้ชาติต่อละมั๊ง นี่คงเพิ่งลากลับบ้านมา
     เห็นลุงเห็นป้ามาตัวเปล่าไม่มีสัมภาระ ก็เดาได้ว่าน่าจะลงไม่ไกล คงจะที่เดียวกับผมนั่นแหละ
     หลายคำเดาที่ไม่มีคำตอบ ได้แต่คิดเล่นๆ ถ้านั่งโบกี้เดียวกัน ที่นั่งใกล้ๆกันก็คงได้รู้...
 
 
 
     คนรีบเร่งไม่เหมาะกับรถไฟ รถไฟไม่ใช่ยานพาหนะของคนเร่งร้อน
     ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง...
     เสียงจังหวะที่ล้อของรถไฟตกไปยังรอยต่อของรางรถไฟ กึงกัง กึงกัง
     ให้เป็นเสียงออกมาได้ประมาณนี้แหละครับ ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง
 
     จริงๆแล้วมันก็ไม่ถึงขั้นว่า ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง หรอกครับ
     ผมว่ายังไงรถไฟก็ถึง เพราะด้วยความที่มันไม่ได้แล่นปู๊ดปร๊าด ว่องไว สักเท่าไหร่
     อีกทั้งยังวิ่งบนรางอีก ไอ่เรื่องเฉี่ยวชน อะไรนั้น มีโอกาสเกิดได้ยาก
     ดูไปแล้วผมว่ามันน่าหวาดเสียวน้อยกว่าขึ้นรถทัวร์เป็นไหนๆ
 
 
 
     รถไฟออกจากชานชาลา...
 
     โบกี้ที่ผมนั่ง คนแน่นพอสมควร และเมื่อมองลอดประตูทะลุไปโบกี้อื่นก็เห็นอย่างเดียวกัน
 
     หากจับฉากในโบกี้รถไฟมาวาดเป็นการ์ตูน
     ผมคิดว่าคงจะต้องวาดลูกโป่งคำพูดจนเมื่อยมือ
 
     บนรถไฟมีบทสนทนา
     มีการคุยโขมงโฉงเฉง
     ไม่เหมือนในยานพาหนะชนิดอื่น
     ไม่เงียบเหมือนรถไฟฟ้า รถทัวร์ เครื่องบิน
 
     ที่มันไม่เงียบ ผมไม่รู้ว่าทำไม
     แต่ผมเดาเอาว่า โดยปกติ รถไฟไม่ได้เงียบ รถไฟมีเสียงในตัวมันเองอยู่แล้ว
     กึงกัง กึงกัง ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง คือเสียงของรถไฟ
     แล้วยังมีเสียง ลมรถไฟ
     ที่แหวกผ่านหน้าต่างเข้ามากระทบหูเราอยู่ตลอดเส้นทาง ( หากเราไม่ปิดหน้าต่างนะครับ )
 
     ลมรถไฟ ไม่คล้ายกับ ลมทะเล
     ลมทะเล หากเราอยากได้ยิน เราต้องนั่งนิ่งๆ หรือ เดินเอื่อยๆ เราถึงจะได้ยิน
     แต่ ลมรถไฟ จะมาก็ต่อเมื่อรถไฟออกวิ่ง
     แม้จะแตกต่างกัน แต่ผมว่ายังไง ลมทั้งสอง ก็ให้ความสุขใจ ไม่แพ้กัน...
 
     เมื่อมีเสียงรถไฟ และเสียงลมรถไฟ
     การพูดคุยแบบธรรมดา ใช้เสียงไม่เกินแปดสิบเดซิเบล อาจจะทำให้คู่สนทนาได้ยินไม่ชัดสักเท่าไหร่
     ดังนั้นการพูดคุยบนรถไฟก็จึงต้องเพิ่มความดังกว่าปกตินิสส์นึง
     บนรถไฟจึงคุยโขมง...
 
 
 
     รถไฟแล่นของมันไปเรื่อยๆ
     มีบางคนนั่งคุยกัน
     บางคนนั่งเงียบๆ มองไปนอกหน้าต่าง
     บางคนกำลังฟังเพลง
     บางคนก็กำลังหลับ
     บางคนกำลังกินขนม
     บางคนกำลังกินข้าวกล่องบางคนอ่านหนังสือพิมพ์
     บางคนกำลังหัวเราะ
     บางคนกำลังหาว
     บางคนกำลังถ่ายรูป
     บางคนกำลังตั้งท่าให้เพื่อนถ่ายรูป
     และอีกคนนึงกำลังจดบันทึกขยุกขยิกลงสมุดอยู่
 
     คนที่นั่งมองไปนอกหน้าต่าง
     ผมว่า... ใจเค้าไม่ได้อยู่ในรถไฟ
     น่าจะไปอยู่ที่ ปลายทาง
     หรืออาจจะยังอยู่ที่ต้นทางที่จากมา
 
     เวลาเราเดินทาง เรามักจะไม่คิดถึงปัจจุบัน
     บางคนอาจจะนึกถึงอดีต
     นึกถึงเมื่อวานนี้ สัปดาห์ที่แล้ว เดือนที่แล้ว ปีที่แล้ว สิบปีที่แล้ว
     บางคนอาจจะนึกถึงอนาคต
     นึกถึงตอนที่รถไฟไปถึง
     นึกถึงเย็นนี้
     นึกถึงวันพรุ่งนี้
     นึกถึงอนาคตที่อยากจะให้มันเป็นไป
 
     หรือบางคนอาจจะนึกถึงคนสำคัญ
     นึกถึงคนที่กำลังจะไปหา
     นึกถึงคนที่เพิ่งจากมา
     นึกถึงคนที่บ้าน
     นึกถึงคนที่รัก
 
     หากมีกล้องส่องเอาไว้ส่องดูความคิดถึง
     หากใช้มันส่องเข้ามาในโบกี้รถไฟ
     คงเห็นเป็นความคิดถึงลอยฟุ้งอยู่เต็มรถไฟเป็นแน่
 
     แต่ เอ... หรือว่ารถไฟ แล่นไปเพราะความคิดถึงกันนะ ?
 
 
 
     ระยะทางระหว่างต้นสายและปลายทาง ค่อยๆหดสั้นลงเรื่อยๆเมื่อรถไฟวิ่งฉึกฉักๆไปของมัน
 
     ด้วยทิวทัศน์ผ่านบานหน้าต่างของรถไฟ ต่อให้คนใจร้อนที่กำลังรีบเร่งมานั่ง ผมคิดว่าเค้าคง
ทำใจให้ร้อนได้ไม่นานเท่าไหร่ เนื่องจากสองข้างทางที่เต็มไปด้วยร่มไม้และบ้านเรือนนั้น ดูแล้ว
ให้ความรู้สึกสบายตาอย่างบอกไม่ถูก ความสบายตามักจะกำเริบไหลผ่านไปยังหัวใจ ทำให้เกิด
ความสบายใจ พอสบายใจก็ใจหายร้อน
 
     ระยะทางระหว่างต้นสายและปลายทาง ค่อยๆหดสั้นลงเรื่อยๆ
     ระยะห่างสั้นลง ในขณะที่ระหว่างทางเพิ่มขึ้น
     รถไฟพาคนโดยสารผ่านระหว่างทางมาเรื่อยๆ
     บางคนอาจจะเคยผ่านไปผ่านมาหลายครั้งหลายคราว
     บางคนอาจจะเคยผ่านมาแล้วแต่จำไม่ได้
     หรือสำหรับบางคนอาจจะเป็นครั้งแรก
     คนโดยสารแต่ละคน รู้จุดหมายปลายทางที่ตนเองจะไปเป็นอย่างดี
     แต่สำหรับบางคนก็ไม่รู้ว่าระหว่างทางจะมีอะไรอยู่บ้าง ?
 
     ระหว่างทางอาจจะไม่สำคัญเท่ากับจุดหมาย
     แต่มันคงจะน่าเบื่อหากว่า โดเรม่อน และ โนบิตะ เอาแต่ใช้ประตูทุกหนทุกแห่ง
     เปิดไปที่นั่นที่นี่ โดยที่ไม่ยอมใช้คอปเตอร์ไม้ไผ่เลย
 
     ประตูทุกหนทุกแห่งให้ได้เพียงแค่ จุดหมาย และ ความสะดวกสะบาย
     หากแต่คอปเตอร์ไม้ไผ่สามารถให้สิ่งที่ประตูทุกหนทุกแห่งให้ไม่ได้ นั่นก็คือ
     สิ่งที่เรียกว่า ระหว่างทาง
     ระหว่างทาง อาจจะสุข อาจจะทุกข์ หรือบางทีก็อาจจะเจอปัญหา
     แต่อย่าลืมว่า ความทุกข์หรือปัญหาเหล่านั้น หากเราผ่านมันไปได้
     เมื่อเวลาผ่านไป เรามักจะกลับมาพูดถึงมันด้วยความสุขเสมอ
 
     คอปเตอร์ไม้ไผ่ อาจจะไม่สะดวกสะบายเท่ากับประตูทุกหนทุกแห่ง
     รถไฟก็เช่นกัน รถไฟอาจจะไม่สะดวก รวดเร็ว เท่ากับเครื่องบิน
     แต่อย่าลืมว่ารถไฟนั้นมีระหว่างทางที่มากกว่าเมฆและหมอกให้คุณได้ดื่มด่ำอยู่
 


     แล้วคุณล่ะ เลือกอะไร ?
     เลือกที่จะเดินผ่านประตู หรือ ชูคอปเตอร์ไม้ไผ่...

ทะเลลับ

posted on 09 Oct 2008 23:14 by leonleon  in travel

 

 

     สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมแอบหนีไปทะเลมา  โดยที่คนใกล้ตัวและไกลตัวของผมนั้นไม่มีใครรู้เลยสักคน
( ยกเว้นกลุ่มที่ไปด้วยกัน )
     ทั้งหมดมันเริ่มมาจากการวางแผนเอาไว้ในใจเงียบๆ เหมือนเด็กเก็บกดรอวันหนีออกจากบ้าน
     ผมวางแผนไว้ว่า ถ้าออกจากที่นี่เย็นวันศุกร์ก็น่าจะถึงระยองสายๆ หรือถ้าถึงช้าก็น่าจะบ่ายๆ ของวันเสาร์
     ผมกะว่าจะหาที่พักแล้วก็โดดลงทะเลสักตูม เพื่อให้เรื่องหนักๆที่เราอาจจะแบกมาโดยไม่ทันรู้ตัวมันหลุดไปลอยในน้ำทะเล


     ความทุกข์บางทีเราก็ไม่ได้ตั้งใจจะแบกมันไว้ เพียงแต่ว่าบางทีนั้นเราเองก็ไม่รู้ตัวว่าเรากำลังแบกมันอยู่


     บางครั้งเราอาจะจะไม่ทันได้คิดถึงมัน แต่มันก็หลบอยู่ใกล้ๆเราเสมอ เพียงแค่คอยเวลาที่จะโดดเข้าใส่เราเท่านั้น
 
     ตามแผนการณ์คร่าวๆ ร่างๆ ที่ทะเล๊กรุ๊ปของเราวางไว้ก็คือ คืนวันเสาร์หลังจากโดดน้ำกันสักตูมสองตูมเสร็จแล้วนั้น  เรากะจะไปตกหมึกกัน  แล้ววันอาทิตย์เราก็จะออกเที่ยวเกาะต่างๆแล้วก็ดำน้ำกัน
 


 
     เย็นวันพฤหัสฯ หลังเลิกงาน ผมแอบย่องไปซื้อตั๋วรถที่สถานีขนส่ง
     ผมเหลียวซ้ายแลขวาตลอดทาง เพื่อมองดูรอบๆว่าไม่มีใครเห็นผมในขณะปฏิบัติการลับ
     ผมจ่ายเงินให้พนักงานขายตั๋วพร้อมทั้งคว้าตั๋วมาอย่างรวดเร็ว พลางกวาดสายตาเพื่อตรวจสอบวันที่ เวลา และสถานีปลายทาง ซึ่งในตั๋วเขียนไว้ว่าเป็น หมอชิต
     จากนั้นผมก็บรรจงพับครึ่งตั๋วใบนั้นแล้วเสียบมันไว้ในกระเป๋าสตางค์ในส่วนที่มิดชิด
     เฮ้อ... ผมถอนหายใจออกมา แล้วก็เหลียวมองรอบข้างอย่างรอบคอบอีกครั้ง
     แล้วผมก็เดินจากไปพร้อมกับความลับอันดำมืดที่ไม่มีใครรู้... ( ยกเว้นคนที่กำลังอ่านอยู่ )


     อันที่จริงมันไม่ควรจะเป็นเรื่องที่ลึกลับดำมืดขนาดนี้ แต่เป็นเพราะว่าผมกะจะโดดงานในวันจันทร์ หากผมกลับมาทำงานไม่ทัน ก็จะแกล้งป่วยค่อกๆแค่กๆ มันเสียเลย ( ไม่ได้ทำบ่อยนะครับ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกนะ ตั้งแต่เข้าทำงานมาผมยังไม่เคยลาป่วยสักที เว้นแต่ลาไปรับปริญญาเท่านั้น )
 
     หลังจากตั๋วใบนั้นเข้ามานอนซุกอยู่ในกระเป๋าตังค์ตุงๆ ( จริงเหรอ ? ) ของผม  ไอ่แผนแกล้งป่วยที่ผมคิดขึ้นมามันก็เข้ามารบกวนหัวใจผมอยู่ตลอดเวลา
     “ เอ หรือจะไม่ไปแล้วดีหว่า ไม่อยากหยุดงาน ”
     “ แต่ว่ายังไงก็ซื้อตั๋วไปแล้ว เดอะ โชว์ มัส โก ออน แหละวะ ”
     “ แต่ว่าจะอ้างว่าป่วยเป็นอะไรดีวะเรา ? หรือว่าไม่ไปแล้วดีนะ ? ”
    “ มีคนเคยบอกไว้นะว่า ทำแล้วเสียใจ ก็ดีกว่าเสียใจที่ไม่ได้ทำ ”
     ฯลฯ
 
     ประโยคแนวนี้ คำพูดแนวนี้ ความคิดประมาณนี้มันตีกันอยู่ในหัวผมตลอดเวลา เหมือนมี ยมทูตตัวเล็กๆสีแดงคอยเป่าหูอยู่ข้างนึง อีกฝั่งก็เป็นเทวทูตสีขาวคอยเตือนสติ
     ปกติในท้ายที่สุดนั้น เรามักจะเห็นยมทูตเป็นฝ่ายพ่ายแพ้
 
     แต่ขอโทษ คราวนี้ ยมทูตสีแดงเป็นฝ่ายชนะ...
 
 


 
     รู้ตัวอีกที ผมก็มายืนอยู่ที่อาคารผู้โดยสารขาออกที่สถานีขนส่งหมอชิต
     ผมมองหาบูทขายตั๋วไประยอง
     ระหว่างนั้นเหลือบไปเห็นบูทขายตั๋วไปสุพรรณฯ
     เห็นแค่นั้น ผมก็ให้สัญญากับตัวเองในใจว่า ว่างครั้งหน้าผมจะไปสุพรรณฯอีกครั้ง
 
     รู้ตัวอีกทีผมนั่งอยู่ในรถทัวร์หอยทาก ( ขับช้ามาก ) มุ่งหน้าไปสู่ระยอง... ฮิ ( เห้ย ยังไม่ทันถึงเลย !! )
     ผมได้นั่งติดกับคนแปลกหน้า แต่ไม่ได้หน้าตาแปลก
     เป็นเด็กวัยรุ่นผู้หญิง หน้าตาประมาณเด็กม.ปลายหรือมหา’ลัยปีต้นๆ
     ล้อหมุนไปได้ไม่กี่รอบเธอก็หลับ คอพับแล้วยังเอียงมาทางไหล่ผมเสียด้วย
     แรกๆก็เกร็ง “ เห้ยๆ รักนวลสงวนตัวหน่อยน้อง เป็นสาวเป็นแส่มาซบไหล่ผู้ชายแบบนี้ได้ยังไง ”
     ผมล้อเล่นกับตัวเองในใจ
     รถยังคงแล่นไป เธอก็ยังคงมีความสุขกับการหลับคอพับลงมาที่ไหล่ขวาของผม
     “ ตามสบายนะน้อง ดีนะที่พี่ยังไม่มีเจ้าของน่ะ ” ผมอมยิ้มแล้วพูดกับตัวเองในใจ ก่อนที่จะเอียงหัวของตัวเองไปพิงกับกระจกหน้าต่าง จากนั้นผมก็หลับไป...


     ตื่นมาอีกทีก็ใกล้จะถึงระยองแล้ว น้องผู้หญิงคนข้างๆก็ตื่นเหมือนกัน
     ทางก๊วนทะเล๊ของเราก็เลยผูกสัมพันธ์กับน้องเค้าเสียหน่อย
     “ อีกนานมั๊ยเนี่ยกว่าจะถึงระยองน่ะ ”
     “ ก็อีกยีบห้า สามสิบนาทีแหละพี่ ” เธอตอบอย่างไว้ตัวนิดๆ
     พวกเราก็เลยชวนน้องเค้าคุยโน่นนี่ ได้เรื่องว่า
     น้องเค้าเข้ากรุงเทพฯเพื่อไปซื้อของมาขายที่ตลาดนัดในระยอง ตอนนี้อายุยี่สิบ ขายของที่ตลาดนัดนี่มาได้ปีกว่าๆแล้ว ไม่ได้ขายแค่ที่เดียวด้วย วิ่งขายหลายที่ตามแต่ตลาดและก็ตามแต่ละวัน
     น้องเค้ายังแนะนำด้วยว่า ทำไมพวกพี่ไม่นั่งรถตู้จากอนุสาวรีย์แทนที่จะมานั่งรถทัวร์เต่าๆแบบนี้  รถตู้นะแค่สองชั่วโมงก็ถึงแล้ว แต่รถทัวร์นี่วิ่งตั้งสามชั่วโมง
 
     พอเริ่มคุ้นเคยน้องแกก็จ้อไม่หยุด จนเรามาถึงระยอง รถเทียบชานชาลา ก็ถึงเวลาที่เราต้องแยกจากกันไปเดินตามทางที่เราต้องเดิน
     น้องเค้าก็ต้องไปขายของที่ตลาดนัด
     ส่วนเราก็ต้องหารถสองแถวเพื่อไปท่าเรือข้ามเกาะที่บ้านเพ
 
     ถ้าการมาทะเลครั้งหน้า ผมได้มาเดินเที่ยวที่ตลาดนัดระยองในวันเสาร์  บางทีผมอาจจะเจอกับน้องเค้าอีกครั้งก็ได้ ใครจะไปรู้


     โชคชะตามักเล่นตลกกับเราเสมอ บางทีก็เป็นตลกร้าย บางครั้งก็ตลกดี...

 


     ผมพบปัญหาที่ใหญ่หลวงอย่างนึงของระยอง
     คนขับรถสองแถวที่นี่จอดรับคนได้ไม่ดูตาม้าตาเรือมากๆ
     ที่นั่งสองแถวยาวมีผู้โดยสารนั่งเต็มเบียดกันจนแทบจะนั่งคนละครึ่งตูด
     ที่ท้ายรถมีผู้ชายโหนอยู่อีก 3 – 4 คน( รวมทั้งผม )
     ที่เหยียบให้ยืนแทบจะไม่มี แทบจะเหยียบตีนกันอยู่แล้ว ( นับว่าโชคดีที่ลูกนักการเมืองไม่นิยมไปไหนมาไหนด้วยรถสองแถว )
     พอมีคนโบก คนขับหน้ามึน แม่งกล้าจอดรับคนเพิ่มซะงั้น !!
     พอมีผู้โดยสารขึ้นมาเพิ่ม ก็ต้องมาจัดระเบียบที่นั่ง ที่ยืนกันใหม่  อาจจะนั่งคนละเสี้ยวตูด ผู้ชายที่โหนอยู่ท้ายรถก็ต้องโหนด้วยท่ายิมนาสติกลีลาที่ยากขึ้น ซึ่งเปลืองกำลังแขนซะเหลือเกิน  สะพายกระเป๋าใบโตๆหนักๆ ผมยังไม่เมื่อยแขนเท่ากับโหนรถสองแถวเมืองระยองเลย คิดดูสิ !!
 
     ที่ผ่านมาผมคิดว่า รถแดง ของเชียงใหม่นั้นเป็นพาหนะที่ หน้ามึน ที่สุดในประเทศไทย
     ผมมาเจอแบบนี้ สูสีครับสูสี รถแดงของเชียงใหม่ น่าจะเจอคู่ปรับที่ ใกล้เคียง กันแล้วแหละครับ
     เพียงแค่ หน้ามึน คนละแบบ เท่านั้นเอง...
 
     อ้อ รถสองแถวของพัทยา ก็หน้ามึนใช่ย่อยนะครับ หากคุณเดินอยู่ริมถนน แล้วพี่สองแถวพัทยาเค้าขับรถผ่านมาละก็  พี่แกมักจะบีบแตรกัน ปู๊น ป๊าน ลั่นทุ่ง พร้อมกับจะยืนมือชี้นิ้วมาที่คุณ พร้อมกับพูดประมาณว่า “ ไปไหนๆ ไปป่าวๆ ”  ไม่ได้เป็นแค่คันสองคันนะครับ แต่เป็นทุกคันในพัทยา
     ไม่รู้ว่าตอนสอบใบอนุญาติขับขี่ เค้าสอบวัดวิชาเรียกลูกค้าเป็นวิชาบังคับหรือเปล่าก็ไม่ทราบ ?
 
     พอเจอสองแถวพัทยา ประโยคที่เราคิดในใจคงคล้ายๆกันทุกคนแหละครับ
     “ ถ้ากูจะไปกูจะโบกมึงเอง ไม่ต้องบีบแตรเรียกกูหรอก ”
 
 
 


     แหม นอกเรื่องจนหลงย้อนไปถึงพัทยาเลย กลับมาที่ระยองกันต่อครับ
 
     หลังจากที่มาถึงท่าเรือที่บ้านเพ ก็หาซื้อตั๋วเรือข้ามไปยังเกาะเสม็ดกัน
     พวกทัวร์ขายตั๋วเรือมักจะพยายามขายตั๋วแบบไป-กลับให้กับเรา
     ทางที่ดี ผมแนะนำซื้อตั๋วไปอย่างเดียวก็พอครับ  ตอนกลับเราค่อยซื้อตั๋วกลับที่โน่นก็ได้  อยากกลับเรือลำไหนก็ซื้อตั๋วลำนั้นกลับ  และหากว่าเราซื้อตั๋วไป-กลับ ไว้แล้ว มาลำไหนก็ต้องกลับลำนั้นครับ
     ซึ่งผมว่ามันไม่ค่อยดีเท่าไหร่  เพราะบางทีเราก็ควรจะเปลี่ยนบรรยากาศไปนั่งเรือลำอื่นดูบ้าง
 
     ผม ชอบนั่งเรือข้ามฟากแบบธรรมดามากกว่า สปีดโบ๊ต
     เรือธรรมดา ช้า แต่นิ่มนวล ส่วน สปีดโบ๊ต รวดเร็ว แต่ก็รุนแรง ( ท้องเรือกระแทกพื้นน้ำแต่ละที อวัยวะภายในแทบจะไหลมากองรวมกัน )


     หากคุณไม่รีบร้อน ผมว่านั่งกินลม ( ทะเล ) ชมคลื่น ไปเรื่อยๆกับเรือธรรมดาจะดีกว่า
     แต่การมาพักผ่อนคงไม่มีใครรีบร้อนหรอกมั๊ง ?
     เพราะถ้าหากว่าการพักผ่อนหย่อนใจยังต้องร้อนรน ก็คงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะมาพักผ่อน
 


     จุดหมายนั่นคือความสุข
     แต่มันคงจะดีกว่า ถ้าเราสามารถเก็บเกี่ยวความสุขในระหว่างทางไปด้วยได้
     คนหนึ่งถึงจุดหมายด้วยความรวดเร็ว และมีความสุขกับจุดหมายเพียงอย่างเดียว
     แต่อีกคนหนึ่งค่อยๆเดินซึมซับ รับรู้ความสุขไปกับระหว่างทาง แม้จะยาวนานกว่าแต่ก็ยังถึงจุดหมาย
     คนไหนจะมีความสุขมากกว่ากัน ?


     เรือก็เหมือนกัน
     ไปถึงเหมือนกัน แต่ ความรู้สึกระหว่างทางแตกต่างกัน
     มีตั๋วให้สองใบ คุณสนใจตั๋วใบไหน ?
     ช้า หรือ เร็ว ?...

 

 

ป.ล. หากคุณเข้ามาอ่าน เมื่ออ่านจบ กรุณาเดินจากไปด้วยความลับอันดำมืด อย่าได้แพร่งพรายเป็นอันขาด มิเช่นนั้นข้าพเจ้าเกรงว่าตำแหน่งหน้าที่การงานของข้าพเจ้าจะเดือดร้อน และสั่นคลอนเอาได้
 

 

ยังไม่จบนะครับ มีต่อเด้อ...